Generated by Rank Math SEO, this is an llms.txt file designed to help LLMs better understand and index this website. # ครูเชียงรายดอทเน็ต > ครูเชียงราย (kruchiangrai.net) เว็บไซต์เพื่อการศึกษาสำหรับครูและนักเรียนไทย รวมแนวข้อสอบพร้อมเฉลย (NT, RT, O-NET, ครูผู้ช่วย, ก.พ., ใบขับขี่) กำหนดการสอบจากหนังสือราชการ แบบฟอร์ม Word สำหรับงานครู และคู่มือใช้งานระบบ สพฐ. เช่น DMC SGS DPA ## Sitemaps - [XML Sitemap](https://www.kruchiangrai.net/sitemap_index.xml): Includes all crawlable and indexable pages. ## เรื่อง - [ทำไมซื้อไฟแรงแล้วภาพยังไม่สวย? เข้าใจแสงก่อนเลือกไฟถ่ายวิดีโอ](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/23/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%b1/): แต่ Watt เป็นเพียงหนึ่งในปัจจัย เพราะภาพจะดูดีหรือไม่ยังขึ้นอยู่กับค่า Lux, ระยะไฟ, Softbox หรือ Modifier ที่ใช้ ตำแหน่งไฟ และขนาดพื้นที่ด้วย ดังนั้นก่อนเลือกไฟถ่ายวิดีโอ คำถามไม่ควรมีแค่ว่า “ต้องใช้กี่วัตต์?” แต่ควรถามว่าเราถ่ายอะไร พื้นที่ใหญ่แค่ไหน วางไฟได้ไกลแค่ไหน และต้องการแสงแบบไหน - [วันปิยมหาราช 23 ตุลาคม แนวทางจัดกิจกรรมเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในโรงเรียน](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/23/chulalongkorn-day-school-activities/): แนวทางจัดกิจกรรมวันปิยมหาราชในโรงเรียนอย่างเหมาะสม เชื่อมประวัติศาสตร์ การศึกษา หน้าที่พลเมือง และการใช้แหล่งข้อมูลอย่างรับผิดชอบ - [ครูเก็บข้อมูลนักเรียนในไฟล์งานอย่างไร ให้ปลอดภัยและไม่เก็บเกินจำเป็น](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/23/safe-student-data-files-for-teachers/): แนวทางจัดไฟล์ข้อมูลนักเรียนสำหรับครู ตั้งแต่วางวัตถุประสงค์ จำกัดสิทธิ์ ตั้งชื่อไฟล์ ส่งต่อ ไปจนถึงลบข้อมูลเมื่อหมดความจำเป็น - [แนวข้อสอบครูผู้ช่วย ภาค ก อ่านภาษาอังกฤษ 20 ข้อ พร้อมเฉลยละเอียด](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/23/assistant-teacher-part-a-english-reading-20-practice/): ฝึกแนวข้อสอบครูผู้ช่วย ภาค ก เรื่องอ่านภาษาอังกฤษ 20 ข้อ แยกโจทย์กับเฉลย อธิบายคำตอบและตัวเลือกที่ผิด พร้อมแหล่งอ้างอิงรายข้อ - [แนวข้อสอบครูผู้ช่วย ภาค ก โครงสร้างประโยคภาษาอังกฤษ 20 ข้อ พร้อมเฉลยละเอียด](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/21/assistant-teacher-part-a-english-grammar-20-practice/): ฝึกแนวข้อสอบครูผู้ช่วย ภาค ก เรื่องโครงสร้างประโยคภาษาอังกฤษ 20 ข้อ แยกโจทย์กับเฉลย อธิบายคำตอบและตัวเลือกที่ผิด พร้อมแหล่งอ้างอิงรายข้อ - [ข้อสอบเข้า ม.1 2570 พลศึกษา 50 ข้อ พร้อมเฉลย รวมพื้นฐาน ป.6](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/20/m1-2570-pe-50-questions/): ข้อสอบเข้า ม.1 2570 ฝึกข้อสอบพลศึกษา 50 ข้อ แบ่งทบทวน ป.6 จำนวน 25 ข้อ และต่อยอด ม.1 จำนวน 25 ข้อ พร้อมเฉลยอธิบายทุกข้อ สำหรับเตรียมความพร้อมปี 2570 - [แนวข้อสอบครูผู้ช่วย ภาค ก ศัพท์และสำนวนภาษาอังกฤษ 20 ข้อ พร้อมเฉลยละเอียด](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/20/assistant-teacher-part-a-english-vocabulary-20-practice/): ฝึกแนวข้อสอบครูผู้ช่วย ภาค ก เรื่องศัพท์และสำนวนภาษาอังกฤษ 20 ข้อ แยกโจทย์กับเฉลย อธิบายคำตอบและตัวเลือกที่ผิด พร้อมแหล่งอ้างอิงรายข้อ - [ค่าสมัครสอบครูผู้ช่วย 2569 กี่บาท? จ่ายแล้วตรวจสถานะอย่างไร](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/20/teacher-application-status-check-2569/): ค่าสมัครสอบครูผู้ช่วย 2569 ดูตัวอย่างค่าธรรมเนียม ช่องทาง QR Code และวิธีตรวจเมื่อจ่ายแล้วสถานะไม่ขึ้น พร้อมแยกเส้นตายสมัครกับชำระเงิน - [ข้อสอบเข้า ม.1 2570 การงานอาชีพ 50 ข้อ พร้อมเฉลย รวมพื้นฐาน ป.6](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/19/m1-2570-career-50-questions/): ข้อสอบเข้า ม.1 2570 ฝึกข้อสอบการงานอาชีพ 50 ข้อ แบ่งทบทวน ป.6 จำนวน 25 ข้อ และต่อยอด ม.1 จำนวน 25 ข้อ พร้อมเฉลยอธิบายทุกข้อ สำหรับเตรียมความพร้อมปี 2570 - [กิจกรรมโฮมรูมสัปดาห์แรกของเทอม 2 ช่วยตั้งเป้าหมายและปรับตัว](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/19/first-week-homeroom-activities/): ตัวอย่างกิจกรรมโฮมรูมสัปดาห์แรก ใช้เวลา 10–20 นาที ช่วยให้นักเรียนเช็กความพร้อม เชื่อมสัมพันธ์ และตั้งเป้าหมายที่ติดตามได้ - [รูปถ่ายสมัครสอบครูผู้ช่วย 2569 ใช้ขนาดไหน? เช็ก JPG และไฟล์อัปโหลด](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/19/teacher-application-photo-upload-2569/): รูปถ่ายสมัครสอบครูผู้ช่วย 2569 เช็กตัวอย่างข้อกำหนดขนาดรูป JPG และขนาดไฟล์ พร้อมวิธีตรวจเมื่ออัปโหลดไม่ได้ โดยยึดประกาศของเขตที่สมัคร - [แนวข้อสอบครูผู้ช่วย ภาค ก อนุมานจากเงื่อนไข 20 ข้อ พร้อมเฉลยละเอียด](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/19/assistant-teacher-part-a-logical-inference-20-practice/): ฝึกแนวข้อสอบครูผู้ช่วย ภาค ก เรื่องอนุมานจากเงื่อนไข 20 ข้อ แยกโจทย์กับเฉลย อธิบายคำตอบและตัวเลือกที่ผิด พร้อมแหล่งอ้างอิงรายข้อ - [เซ็นสำเนาถูกต้อง สมัครสอบครูผู้ช่วย 2569 เขียนตรงไหน พร้อมตัวอย่าง](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/18/certify-copies-teacher-application-2569/): เซ็นสำเนาถูกต้องสมัครสอบครูผู้ช่วย 2569 ดูตัวอย่างข้อความ วิธีจัดพื้นที่ลงชื่อ และเช็กไฟล์ก่อนอัปโหลด โดยเทียบประกาศของเขตที่สมัคร - [เขตที่เปิดสอบครูผู้ช่วย 2569 รอบทั่วไป เช็กประกาศและวิชาเอกก่อนสมัคร](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/18/teacher-assistant-exam-areas-2569-general-round/): เขตที่เปิดสอบครูผู้ช่วย 2569 รอบทั่วไป รวมรายชื่อและลิงก์ประกาศแยกจังหวัด พร้อมวิธีเช็กวิชาเอก คุณวุฒิ และเอกสารก่อนสมัคร 19–25 ตุลาคม - [แผน Active Learning 50 นาที จัดมุมอ่านหนังสือ พร้อมแบบประเมิน](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/18/active-learning-reading-corner-50-minutes/): แผน Active Learning ออกแบบมุมอ่านหนังสือ 50 นาที พร้อมเงื่อนไข ใบกิจกรรม เกณฑ์ประเมิน และ PDF สำหรับครูประถมปลาย - [ข้อสอบเข้า ม.1 2570 สังคมศึกษา 50 ข้อ พร้อมเฉลย รวมพื้นฐาน ป.6](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/18/m1-2570-social-50-questions/): ข้อสอบเข้า ม.1 2570 ฝึกข้อสอบสังคมศึกษา 50 ข้อ แบ่งทบทวน ป.6 จำนวน 25 ข้อ และต่อยอด ม.1 จำนวน 25 ข้อ พร้อมเฉลยอธิบายทุกข้อ สำหรับเตรียมความพร้อมปี 2570 - [แนวข้อสอบครูผู้ช่วย ภาค ก เหตุผลจากรูปภาพและสัญลักษณ์ 20 ข้อ พร้อมเฉลยละเอียด](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/18/assistant-teacher-part-a-figure-reasoning-20-practice/): ฝึกแนวข้อสอบครูผู้ช่วย ภาค ก เรื่องเหตุผลจากรูปภาพและสัญลักษณ์ 20 ข้อ แยกโจทย์กับเฉลย อธิบายคำตอบและตัวเลือกที่ผิด พร้อมแหล่งอ้างอิงรายข้อ - [คู่มือสมัครสอบครูผู้ช่วย 2569 ออนไลน์ สพฐ. 12 ขั้นตอน พร้อม PDF](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/17/obec69-online-application-manual-2569/): คู่มือสมัครสอบครูผู้ช่วย 2569 ออนไลน์ สพฐ. สรุป 12 ขั้นตอนตั้งแต่เลือกจังหวัด กรอกข้อมูล ส่งใบสมัคร ชำระเงิน ไปจนถึงตรวจและแก้เอกสาร พร้อมดาวน์โหลด PDF 13 หน้า - [ข้อสอบเข้า ม.1 2570 ภาษาไทย 50 ข้อ พร้อมเฉลย รวมพื้นฐาน ป.6](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/17/m1-2570-thai-50-questions/): ข้อสอบเข้า ม.1 2570 ฝึกข้อสอบภาษาไทย 50 ข้อ แบ่งทบทวน ป.6 จำนวน 25 ข้อ และต่อยอด ม.1 จำนวน 25 ข้อ พร้อมเฉลยอธิบายทุกข้อ สำหรับเตรียมความพร้อมปี 2570 - [แนวข้อสอบครูผู้ช่วย ภาค ก ความสัมพันธ์ของคำและข้อความ 20 ข้อ พร้อมเฉลยละเอียด](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/17/assistant-teacher-part-a-word-relations-20-practice/): ฝึกแนวข้อสอบครูผู้ช่วย ภาค ก เรื่องความสัมพันธ์ของคำและข้อความ 20 ข้อ แยกโจทย์กับเฉลย อธิบายคำตอบและตัวเลือกที่ผิด พร้อมแหล่งอ้างอิงรายข้อ - [แผนการสอนภาษาไทย ป.2 อ่านจับใจความ 50 นาที พร้อมใบกิจกรรม](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/16/thai-p2-reading-lesson-50-minutes/): ตัวอย่างแผนภาษาไทย ป.2 อ่านจับใจความ 50 นาที พร้อมเรื่องอ่าน ใบกิจกรรม เฉลย เกณฑ์ประเมิน และไฟล์ PDF สำหรับปรับใช้ - [ข้อสอบเข้า ม.1 2570 ภาษาอังกฤษ 50 ข้อ พร้อมเฉลย รวมพื้นฐาน ป.6](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/16/m1-2570-english-50-questions/): ข้อสอบเข้า ม.1 2570 ฝึกข้อสอบภาษาอังกฤษ 50 ข้อ แบ่งทบทวน ป.6 จำนวน 25 ข้อ และต่อยอด ม.1 จำนวน 25 ข้อ พร้อมเฉลยอธิบายทุกข้อ สำหรับเตรียมความพร้อมปี 2570 - [วันอาหารโลก 16 ตุลาคม กิจกรรมในโรงเรียนเรื่องอาหารที่ปลอดภัยและยั่งยืน](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/16/world-food-day-school-activities/): แนวทางจัดกิจกรรมวันอาหารโลกในโรงเรียน ให้เด็กเข้าใจอาหาร โภชนาการ ความปลอดภัย และการลดขยะอาหาร พร้อมแผนคาบเรียนและข้อควรระวัง - [แนวข้อสอบครูผู้ช่วย ภาค ก ตีความภาษาไทย 20 ข้อ พร้อมเฉลยละเอียด](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/16/assistant-teacher-part-a-thai-interpretation-20-practice/): ฝึกแนวข้อสอบครูผู้ช่วย ภาค ก เรื่องตีความภาษาไทย 20 ข้อ แยกโจทย์กับเฉลย อธิบายคำตอบและตัวเลือกที่ผิด พร้อมแหล่งอ้างอิงรายข้อ - [ข้อสอบเข้า ม.1 2570 วิทยาศาสตร์ 50 ข้อ พร้อมเฉลย รวมพื้นฐาน ป.6](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/15/m1-2570-science-50-questions/): ข้อสอบเข้า ม.1 2570 ฝึกข้อสอบวิทยาศาสตร์ 50 ข้อ แบ่งทบทวน ป.6 จำนวน 25 ข้อ และต่อยอด ม.1 จำนวน 25 ข้อ พร้อมเฉลยอธิบายทุกข้อ สำหรับเตรียมความพร้อมปี 2570 - [นักเรียนกลับมาเรียนหลังปิดเทอม ครูช่วยฟื้นกิจวัตรในห้องอย่างไร](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/15/return-to-school-classroom-routines/): แนวทางช่วยนักเรียนกลับเข้าสู่จังหวะการเรียนหลังปิดเทอม ตั้งแต่เช็กความพร้อม ทบทวนกิจวัตร ไปจนถึงติดตามเด็กที่ยังปรับตัวไม่ได้ - [แนวข้อสอบครูผู้ช่วย ภาค ก สรุปความภาษาไทย 20 ข้อ พร้อมเฉลยละเอียด](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/15/assistant-teacher-part-a-thai-summary-20-practice/): ฝึกแนวข้อสอบครูผู้ช่วย ภาค ก เรื่องสรุปความภาษาไทย 20 ข้อ แยกโจทย์กับเฉลย อธิบายคำตอบและตัวเลือกที่ผิด พร้อมแหล่งอ้างอิงรายข้อ - [ใบงานคณิตศาสตร์ ป.2 บวก–ลบไม่เกิน 1,000 พร้อมเฉลย 20 ข้อ](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/14/math-p2-add-subtract-1000-20/): ฝึกบวกและลบไม่เกิน 1,000 สำหรับ ป.2 จำนวน 20 ข้อ พร้อมโจทย์สถานการณ์ เฉลยวิธีคิด และใบงาน PDF แยกหน้าเฉลย - [ข้อสอบเข้า ม.1 2570 คณิตศาสตร์ 50 ข้อ พร้อมวิธีทำ รวมพื้นฐาน ป.6](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/14/m1-2570-math-50-questions/): ข้อสอบเข้า ม.1 2570 ฝึกข้อสอบคณิตศาสตร์ 50 ข้อ แบ่งทบทวน ป.6 จำนวน 25 ข้อ และต่อยอด ม.1 จำนวน 25 ข้อ พร้อมเฉลยอธิบายทุกข้อ สำหรับเตรียมความพร้อมปี 2570 - [วันมาตรฐานโลก 14 ตุลาคม ชวนเด็กมองมาตรฐานในชีวิตประจำวัน](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/14/world-standards-day-school-activities/): แนวทางจัดกิจกรรมวันมาตรฐานโลกในโรงเรียน ให้เด็กเข้าใจมาตรฐานผ่านของใช้ ความปลอดภัย พลังงาน และการทำงานร่วมกัน พร้อมแผนคาบเรียน - [แนวข้อสอบครูผู้ช่วย ภาค ก อ่านจับใจความภาษาไทย 20 ข้อ พร้อมเฉลยละเอียด](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/14/assistant-teacher-part-a-thai-reading-20-practice/): ฝึกแนวข้อสอบครูผู้ช่วย ภาค ก เรื่องอ่านจับใจความภาษาไทย 20 ข้อ แยกโจทย์กับเฉลย อธิบายคำตอบและตัวเลือกที่ผิด พร้อมแหล่งอ้างอิงรายข้อ - [รวมข้อสอบเข้า ม.1 2570 พร้อมเฉลย 7 วิชา 350 ข้อ ทบทวนพื้นฐาน ป.6](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/13/m1-2570-practice-hub/): ข้อสอบเข้า ม.1 2570 รวมชุดฝึก ป.6 และ ม.1 เตรียมพร้อมปี 2570 ทั้ง 7 วิชา วิชาละ 50 ข้อ พร้อมเฉลยอธิบาย ทยอยเปิดอ่าน 14–20 ตุลาคม 2569 เวลาเที่ยง - [วันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม แนวทางจัดกิจกรรมในโรงเรียนอย่างเหมาะสม](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/13/nawamin-maharat-day-school-activities/): แนวทางจัดกิจกรรมวันนวมินทรมหาราชในโรงเรียนอย่างสุภาพ เหมาะสมกับผู้เรียน มีแผนคาบเรียน ตัวอย่างกิจกรรม และข้อควรระวังในการใช้สื่อ - [ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ PLC ในโรงเรียนทำอย่างไร ให้แก้ปัญหาผู้เรียนจริง](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/13/plc-student-problem-solving/): ขั้นตอนทำ PLC จากปัญหาผู้เรียนจริง ตั้งคำถาม เลือกหลักฐาน ออกแบบวิธี ทดลอง สังเกตผล และตัดสินใจรอบถัดไปโดยลดงานเอกสาร - [แนวข้อสอบครูผู้ช่วย ภาค ก ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร 20 ข้อ พร้อมเฉลยละเอียด](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/13/assistant-teacher-part-a-thai-communication-20-practice/): ฝึกแนวข้อสอบครูผู้ช่วย ภาค ก เรื่องภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร 20 ข้อ แยกโจทย์กับเฉลย อธิบายคำตอบและตัวเลือกที่ผิด พร้อมแหล่งอ้างอิงรายข้อ - [ใบงานภาษาไทย ป.1 อ่านคำสระอาและเติมคำ พร้อมเฉลย PDF](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/12/thai-p1-sara-aa-worksheet-12/): ใบงานภาษาไทย ป.1 ฝึกอ่านคำสระอาและเติมคำในประโยค 12 ข้อ พร้อมเฉลย ดาวน์โหลด PDF และแนวช่วยเด็กตามจุดที่ยังสับสน - [สศศ. รับสมัครครูผู้ช่วย 2569 รวม 82 อัตรา เช็กวันสมัครและดาวน์โหลดประกาศ](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/12/special-education-assistant-teacher-2569-82-positions/): สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ประกาศรับสมัครครูผู้ช่วย 2569 จำนวน 82 อัตรา 15 กลุ่มวิชาเอก สมัครออนไลน์ 19–25 ตุลาคม เช็กเวลาปิดระบบและดาวน์โหลดประกาศ - [KPI คืออะไร? วิธีตั้งตัวชี้วัด พร้อมตัวอย่างงานและการศึกษา](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/12/kpi-meaning-examples/): KPI คืออะไร ย่อมาจากอะไร เรียนรู้วิธีตั้งตัวชี้วัดและคำนวณผล พร้อมตัวอย่างงานธุรการ ธุรกิจ และการศึกษา แยก KPI กับค่าเป้าหมายให้เข้าใจง่าย - [แนวข้อสอบครูผู้ช่วย ภาค ก ความเพียงพอของข้อมูล 20 ข้อ พร้อมเฉลยละเอียด](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/12/assistant-teacher-part-a-data-sufficiency-20-practice/): ฝึกแนวข้อสอบครูผู้ช่วย ภาค ก เรื่องความเพียงพอของข้อมูล 20 ข้อ แยกโจทย์กับเฉลย อธิบายคำตอบและตัวเลือกที่ผิด พร้อมแหล่งอ้างอิงรายข้อ - [สรุปผลการเรียนรู้ของนักเรียนปลายภาคอย่างไร ให้ใช้วางแผนภาคเรียนถัดไป](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/11/end-term-learning-summary/): วิธีสรุปผลปลายภาคจากเป้าหมายและหลักฐาน แยกสิ่งที่ทำได้ จุดที่ยังติด กลุ่มที่ต้องติดตาม และข้อเสนอสำหรับการสอนรอบถัดไป - [แนวข้อสอบครูผู้ช่วย ภาค ก เปรียบเทียบข้อมูลและตาราง 20 ข้อ พร้อมเฉลยละเอียด](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/11/assistant-teacher-part-a-data-comparison-20-practice/): ฝึกแนวข้อสอบครูผู้ช่วย ภาค ก เรื่องเปรียบเทียบข้อมูลและตาราง 20 ข้อ แยกโจทย์กับเฉลย อธิบายคำตอบและตัวเลือกที่ผิด พร้อมแหล่งอ้างอิงรายข้อ - [ทำใบงาน Canva แบบประหยัดหมึก พร้อมเช็กลิสต์ก่อนพิมพ์](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/10/canva-ink-saving-worksheet-checklist/): ขั้นตอนจัดหน้าใบงาน A4 ด้วย Canva แบบประหยัดหมึก พร้อมเช็กลิสต์พร้อมพิมพ์ ตรวจคำสั่ง ขอบกระดาษ และความชัดก่อนพิมพ์ - [วันสุขภาพจิตโลก 10 ตุลาคม กิจกรรมในโรงเรียนที่ฟังเสียงเด็กอย่างปลอดภัย](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/10/world-mental-health-day-school-activities/): แนวทางจัดกิจกรรมวันสุขภาพจิตโลกในโรงเรียนอย่างปลอดภัย ไม่ตีตรานักเรียน เน้นการฟังอย่างเหมาะสม การขอความช่วยเหลือ และการส่งต่อผู้เชี่ยวชาญ - [แนวข้อสอบครูผู้ช่วย ภาค ก คณิตศาสตร์ วัดพื้นฐานก่อนฝึกแยกหัวข้อ 20 ข้อ พร้อมเฉลยละเอียด](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/10/assistant-teacher-part-a-math-20-practice/): ฝึกแนวข้อสอบคณิตศาสตร์ ภาค ก 20 ข้อ แยกโจทย์กับเฉลย อธิบายวิธีคิด ตัวเลือกที่ผิด และอ้างอิงหลักการรายข้อ - [แฟ้มงานครูควรเก็บอะไรบ้าง จัดหลักฐานให้ค้นง่ายและไม่เก็บซ้ำ](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/09/teacher-portfolio-evidence-organization/): แนวทางจัดแฟ้มงานครูตามงานจริง แยกหลักสูตร การสอน ผู้เรียน งานสนับสนุน และพัฒนาวิชาชีพ พร้อมระบบชื่อไฟล์และการคัดหลักฐาน - [ตรวจคุณวุฒิ ก.ค.ศ. ไม่พบข้อมูล ทำอย่างไรก่อนสมัครครูผู้ช่วย](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/09/otepc-qualification-not-found-teacher-application/): ตรวจคุณวุฒิ ก.ค.ศ. ไม่พบข้อมูล ทำอย่างไร? เช็กระบบเดิม–ใหม่ วันที่รับรอง วิธีอ่านผลค้น และขั้นตอนสอบถามก่อนสมัครครูผู้ช่วย - [สมัครครูผู้ช่วย 2569 เลือกเขตและวิชาเอกอย่างไร ไม่ให้เสียสิทธิ์](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/09/obec69-choose-area-major-2569/): ก่อนสมัครครูผู้ช่วย 2569 เช็กเงื่อนไขหนึ่งหน่วยหนึ่งวิชาเอก วิธีตรวจวุฒิ อ่านประกาศ และเปรียบเทียบเขตพื้นที่โดยไม่เสี่ยงสมัครซ้ำ - [ลิงก์สมัครสอบครูผู้ช่วย 2569 สพฐ. สมัคร 19–25 ตุลาคม](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/09/obec69-teacher-application-link-2569/): ลิงก์สมัครสอบครูผู้ช่วย 2569 ผ่าน obec69.thaijobjob.com เช็กกำหนดสมัคร 19–25 ตุลาคม วันสอบ และข้อควรรู้ก่อนเลือกเขตและยืนยันใบสมัคร - [บันทึกหลังสอนเขียนอย่างไร ให้สะท้อนปัญหาและนำไปปรับคาบต่อไปได้จริง](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/07/post-teaching-reflection/): วิธีเขียนบันทึกหลังสอนจากหลักฐานผู้เรียน ระบุผล ปัญหา สาเหตุที่เป็นไปได้ และการปรับครั้งหน้า พร้อมตัวอย่างข้อความ - [ปฏิทินเตรียมเอกสาร ว PA 30 วัน พร้อมโครงสร้างแฟ้มหลักฐาน](https://www.kruchiangrai.net/2026/10/05/pa-evidence-30-day-calendar-folder-structure/): การเตรียมเอกสาร ว PA จะเบาลงเมื่อแบ่งงานเป็นช่วงและเริ่มจากข้อตกลงกับผลลัพธ์ของผู้เรียน แผน 30 วันนี้เป็นแนวทางจัดงานและแฟ้มหลักฐาน ไม่ใช่กำหนดการราชการ ผู ## หน้า - [โปรแกรมคำนวณเงินเดือนครูออนไลน์](https://www.kruchiangrai.net/%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%93%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99/): โปรแกรมคำนวณเงินเดือนครูออนไลน์ วิธีการใช้งานโปรแกรมคำนวณเงินเดือนครู - [“ครูเชียงราย” ผู้นำการแบ่งปันความรู้ สู่การศึกษาและเทคโนโลยีที่ยั่งยืน](https://www.kruchiangrai.net/about/): ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกมิติของชีวิต "ครูเชียงราย" คือชื่อที่หลายคนในวงการการศึกษาและเทคโนโลยีรู้จักกันดี ในฐานะผู้ก่อตั้งและแอดมินเพจ "ครูเชียงราย" รวมถึงเจ้าของเว็บไซต์ www.kruchiangrai.net ซึ่งเป็นแหล่งรวมความรู้และข่าวสารที่มีคุณภาพมานานกว่า 15 ปี - [EMQA User Profile](https://www.kruchiangrai.net/emqa-user-profile/) - [ห้องส่งผลงาน](https://www.kruchiangrai.net/forum/submission-room/) - [forum](https://www.kruchiangrai.net/emqa-questions/) - [Home](https://www.kruchiangrai.net/tiehome-4/) - [Home](https://www.kruchiangrai.net/tiehome-3/) - [Privacy Policy นโยบายความเป็นส่วนตัว](https://www.kruchiangrai.net/privacy-policy/): นโยบายความเป็นส่วนตัว - [forum](https://www.kruchiangrai.net/forum/) ## - [การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ โดยใช้ KONGSANIT Model เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1](https://www.kruchiangrai.net/?p=38338): บทคัดย่อ - [แบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)](https://www.kruchiangrai.net/?p=38062): แบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) เรื่องที่ 4: What do you want to buy? (คุณต้องการซื้ออะไร?) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - [การสร้างสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมกระดาษสา](https://www.kruchiangrai.net/?p=36752): เพื่อให้ผู้ศึกษาโครงงานนี้ได้รู้วิธีการทำกระดาษสา องค์ประกอบในการทำกระดาษสา - [การวิจัย เรื่อง การใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การศึกษาชีววิทยา วิชาชีววิทยา โดยการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ร่วมกับ AEPSE Model](https://www.kruchiangrai.net/?p=36733): นวัตกรรม/เทคนิคในการวิจัยในครั้งนี้ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การศึกษาชีววิทยา วิชาชีววิทยา โดยการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ร่วมกับ AEPSE Model จะเป็นตัวช่วยในการกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ ได้ลงมือปฏิบัติจริง และปลูกจิตสานึกให้นักเรียนมีจิตสาธารณะมากยิ่งขึ้น ประโยชน์ที่คิดว่าจะได้รับ :- ต่อผู้เรียน : มีผลสัมฤทธิ์การเรียนในรายวิชาชีววิทยาที่สูงขึ้น และมีจิตสาธารณะ- ต่อครู : สามารถนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ และวิธีการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ร่วมกับ OLDP Model ไปปรับใช้ในการเรียนการสอนเนื้อหาอื่นๆ ในชั้นเรียนได้ต่อไป- ต่อสถานศึกษา : สามารถนาการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ร่วมกับ AEPSE Model ไปใช้ในสถานศึกษาเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของกลุ่มสาระต่างๆวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2 จากการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การศึกษาชีววิทยา วิชาชีววิทยา โดยการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ร่วมกับ AEPSE Model วิธีการดาเนินการวิจัยประชากร กลุ่มตัวอย่างกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ห้อง 2 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์ โรงเรียนเวียงเจดีย์วิทยา จานวน 43 คน ซึ่งได้จากการสุ่มแบบเจาะจง โดยเนื้อหาที่ใช้ในการทาวิจัยเป็นเนื้อหาในรายวิชาชีววิทยาเพิ่มเติม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2560 เรื่อง การศึกษาชีววิทยาซึ่งผู้วิจัยได้ดาเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ใช้เวลาในการทาวิจัย 9 คาบ คาบละ 50 นาทีดาเนินการทดสอบก่อนเรียน จัดกิจกรรมการเรียนการสอน และทดสอบหลังเรียน ในชั่วโมงเรียนวิชาชีววิทยาของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้ในการทาวิจัย- ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การศึกษาชีววิทยา- แผนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ร่วมกับ AEPSE Model เรื่อง การศึกษาชีววิทยา- แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชีววิทยา ผลการวิจัยตอนที่ 1 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง การศึกษาชีววิทยา วิชาชีววิทยา โดยการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ร่วมกับOLDP Modelตารางที่ 1 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง การศึกษาชีววิทยา วิชาชีววิทยา โดยการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ร่วมกับ AEPSE Model ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จานวน 43 คน**มีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01จากตารางที่ 1 พบว่า คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน (X = 19.54 , S.D. = 1.54) คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน ( X = 32.60 , S.D. = 2.06), ค่า tคานวณ = 29.71, ค่า tตาราง = 2.4314 ดังนั้นค่า tคานวณ สูงกว่า ค่า tตาราง แสดงว่านักเรียนที่เรียนโดยการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง การศึกษาชีววิทยา วิชาชีววิทยา โดยการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ร่วมกับ AEPSE Model มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 - [สิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมกร](https://www.kruchiangrai.net/?p=36720):     การสร้างสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมกระดาษสา จากฟางข้าวเพื่อลดการเผาไหม้มลพิษของชุมและสังคม หลักการและเหตุผล        ในปัจจุบันมีสิ่งประดิษฐ์มากมายเกิดขึ้นในโลกของเรา โดยเฉพาะเทคโนโลยีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ จีกรยานยนต์ โทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ เป็นต้นเหตุ ทำให้สังคมของคนไทยนั้นเปลี่ยนไปกลายเป็นยุคไอทียุคทันสมัยขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่ายิ่งมีสิ่งประดิษฐ์มากขึ้น ย่อมต้องมีคนต้องการมากขึ้นและผลที่ตามมาก็คือใช้ทรัพยากรมากขึ้น ทำให้สภาพแวดล้อมแย่ลง ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเรานั้นลืมวัฒนธรรมเก่าๆสมัยก่อน คำนึงถึงแต่ตัวเองโดยที่ไม่ได้รักษาเก็บเอาไว้ เพื่อเป็นการนำวัสดุกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์  เป็นการสร้างคุณค่าและเกิดทักษะในการประดิษฐ์ต่อนักเรียนนักศึกษา  และสามารถเผยแพร่สิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมให้กับบุคคลที่มีความสนใจในสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมจาดฟางข้าวเป็นการลดมลพิษการเผาไหม้ของชุมชนและสังคม  อีกยังเป็นการส่งเสริมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้กับสังคมและประเทศชาติอีกด้วย   วัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการฝึกทักษะการประดิษฐ์ให้กับนักเรียนนักศึกษาและสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริงได้และ เพื่อให้ผู้ศึกษาโครงงานนี้ได้รู้วิธีการทำกระดาษสา องค์ประกอบในการทำกระดาษสา เพื่อให้ผู้ศึกษาโครงงานสามารถนำความรู้เหล่านี้ไปเผยแพร่แก่บุคคลอื่นไต้ เพื่อให้ผู้ศึกษาโครงงานสามารถใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และสามารถเป็นรายได้แก่ตนเองเพื่อเป็นการลดการเผาไหม้ไม่สร้างมลพิษและทำลายสิ่งแวดล้อมของสังคมและประเทศชาติ    เป้าหมายของโครงการ การนำผลงานส่งเข้าประกวดการแข่งขันทักษะวิชาชีพ ประเภทสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรม การเผยแพร่สิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมให้กับบุคคลที่มีความสนใจในสิ่งประดิษฐ์กระดาษสาจากฟางข้าวที่เหลือใช้มาประดิษฐ์ให้เกิดประโยชน์รายได้ การนำสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมกระดาษสาจากฟางข้าว นำมาจัดผลงานกิจกรรมทางวิชาการของทางวิทยายัยอาชีวศึกษาเทศบาลเมืองหนองคายจัดขึ้นเพื่อลดค่าใช้จ่ายและสามารถเพิ่มรายได้จากกระดาษสาที่ทำจากฟางข้าว                 ขั้นตอนในการสร้างวัตกรรมกระดาษสา นักเรียนนักศึกษาและคณะครูประชุมปรึกษาวางแผนการทำกระดาษสา นำฟางข้าวที่เตรียมมา นามาตัดและนำมาปั่นกับเครื่องปั้น  นำฟางข้าวที่ปั่น นำไปแช่น้ำ 1  คืน การแช่น้ำจะช่วยให้ฟางข้าวอ่อนและอมน้ำ จากนั้นนำฟางข้าวที่แช่ไปใส่ภาชนะต้ม และใส่โซดาไฟ เพื่อช่วยให้ฟางข้าวเปื่อย  ต้มฟางข้าวนานประมาณ 4-5 ชั่วโมง นำฟางข้าวที่ต้มจนเปื่อยมากรองน้ำออก ให้เหลือแต่เยื่อ  นำเยื่อฟางข้าวไปละลายในน้ำสะอาด  ใส่น้ำให้มีระดับพอเหมาะแล้วใช้แม่พิมพ์สำหรับทำแผ่นกระดาษไปจุ่มให้เยื่อฟางข้าวเกลี่ยๆให้เท่ากัน  นำเยื่อฟางที่อยู่ในแม่พิมพ์หรือภาชนะออกมาตากแดดจนแห้ง และสามมารถนำมาใช้งานได้เลย   เวลาที่ใช้ในการประดิษฐ์   10  ชั่วโมง การประชุมวางแผน      1  ชั่วโมง การเตรียมวัสดุอุปกรณ์  2 ชั่วโมง การทำกระดาษสา    5  ชั่วโมง เช็คความเรียบร้อย 2  ชั่วโมง   ผลที่คาดว่าจะได้รับ/ประโยชน์ในการประดิษฐ์วัตกรรมในครั้งนี้ นักเรียนได้ฝึกทักษะการประดิษฐ์และสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตได้จริง กระดาษสาสามารถใช้ประโยชน์ในวิทยาลัยอาชีวศึกษาเทศบาลเมืองหนองคายและลดค่าใช้จ่ายได้ เป็นการนำวัสดุที่ใช้แล้วนำมาประยุกต์ให้เกิดประโยชน์สามารถนำมาใช้งานได้อีกครั้งซึ่งเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมของสังคมและประเทศชาติ - [การส่งเสริมทักษะทางสมอง EF (Executive Fucntions) ในเด็กปฐมวัย โดยการใช้กระบวนการ Process Art](https://www.kruchiangrai.net/?p=36719): กลุ่มทักษะกำกับตนเอง - [รูปแบบการบริหารสถานศึกษาโดยความร่วมมือของภาคีเครือข่ายเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนบ้านบางปิ้ง](https://www.kruchiangrai.net/?p=36714): บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์การบริหารสถานศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนบ้านบางปิ้ง 2) เพื่อสร้างและตรวจสอบรูปแบบการบริหารสถานศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนบ้านบางปิ้ง 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการบริหารสถานศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนบ้านบางปิ้ง 4) เพื่อประเมินรูปแบบการบริหารสถานศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนบ้านบางปิ้ง กลุ่มเป้าหมาย คือ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้ปกครองนักเรียน ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) แล้วทำการสุ่มอย่างง่าย ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 217 คน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารจัดการสถานศึกษาโดยความร่วมมือของภาคีเครือข่ายเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนบ้านบางปิ้ง โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จำนวน 26 คน ใช้วิธีเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เป็นผู้ให้ข้อมูลในการสนทนากลุ่ม (Focus Group) ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 13 คน ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบประเมิน แบบบันทึกร้อยละของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบบันทึกร้อยละของคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน แบบบันทึกร้อยละของสมรรถนะสำคัญตามหลักสูตรฯ แบบบันทึกร้อยละของทดสอบสมรรถภาพทางกาย และแบบประเมินพฤติกรรม (SDQ) สถิติที่ใช้ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันในการดำเนินการการบริหารสถานศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนบ้านบางปิ้ง โดยภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด และการจัดลำดับความต้องการจำเป็นในการดำเนินการ โดยภาพรวม มีค่าเท่ากับ 0.59 2) การสร้างและตรวจสอบรูปแบบการบริหารสถานศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนบ้านบางปิ้ง ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน (1) ด้านการวางแผน (P- Plan) (2) ด้านการดำเนินงาน (D-Do) (3) ด้านการนิเทศ กำกับ ติดตาม (S – Supervision) (4) ด้านการประเมินผลเพื่อพัฒนาในการสะท้อนผลการจัดการเรียนรู้ (E – Evaluation) (5) ด้านผลลัพธ์และการรายงานผล (R-Result & Report) 3) ผลการทดลองใช้รูปแบบการบริหารสถานศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนบ้านบางปิ้ง พบว่า ในภาพรวมปีการศึกษา 2566 มีผลพัฒนาขึ้นกว่าปีการศึกษา 2565 ทุกด้านและมีผลการประเมินความพึงพอใจ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 4) ผลการประเมินรูปแบบการบริหารสถานศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนบ้านบางปิ้ง พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ ด้านมาตรฐานความเป็นไปได้ รองลงมา ได้แก่ ด้านมาตรฐานด้านความเป็นประโยชน์ คำสำคัญ: ความร่วมมือ, ภาคีเครือข่าย , คุณภาพผู้เรียน - [การศึกษาเรียนรู้เรื่องราวของชุมชนผ่านวิธีการทางประวัติศาสตร์ร่วมกับวงจรคุณภาพ PDCA ย้อนรอยเรื่องเล่าชุมชนบ้านเขาฝาก : Little Archaeologist Bankaofark School](https://www.kruchiangrai.net/?p=36644):   - [การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง โครโมโซมและสารพันธุกรรม ด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ร่วมกับการใช้เทคนิคเกม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนเวียงเจดีย์วิทยา](https://www.kruchiangrai.net/?p=36629): ชื่อเรื่อง           การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง โครโมโซมและสารพันธุกรรม ด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ร่วมกับการใช้เทคนิคเกม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนเวียงเจดีย์วิทยา  ผู้วิจัย                     นางสาวพิมพ์พรรณ  ยศเมา                     สาขาวิชาชีววิทยา ปีการศึกษา                2566     บทคัดย่อ   การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง โครโมโซมและสารพันธุกรรม ด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ร่วมกับการใช้เทคนิคเกม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนเวียงเจดีย์วิทยา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ร่วมกับการใช้เทคนิคเกม เรื่องโครโมโซมและสารพันธุกรรม เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเวียงเจดีย์วิทยา ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้อง โดยมีนักเรียนจำนวน 42 คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่  1. แผนการจัดการเรียนรู้ชีววิทยา เรื่อง โครโมโซมและสารพันธุกรรม 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โครโมโซมและสารพันธุกรรม ผลการวิจัยพบว่า พบว่า การพัฒนาผลสัมฤทธิ์หลังเรียน นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนคิดเป็นร้อยละ 76.98 ซึ่งผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ที่ผู้วิจัยได้กำหนดไว้   - [เผยแพร่บทคัดย่อ การพัฒนาการออกเสียงภาษาอังกฤษด้วยวิธีการสอนแบบ Phonics ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลเคหะบางพลี (๑๐ปี สปช.)](https://www.kruchiangrai.net/?p=36600): บทคัดย่อ การพัฒนาการออกเสียงภาษาอังกฤษด้วยวิธีการสอนแบบ Phonics ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลเคหะบางพลี(๑๐ปี สปช.) - [เผยแพร่บทคัดย่อ การพัฒนาการออกเสียงภาษาอังกฤษด้วยวิธีการสอนแบบ Phonics ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลเคหะบางพลี (๑๐ปี สปช.)](https://www.kruchiangrai.net/?p=36599): บทคัดย่อ การพัฒนาการออกเสียงภาษาอังกฤษด้วยวิธีการสอนแบบ Phonics ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลเคหะบางพลี(๑๐ปี สปช.) - [การพัฒนาหลักสูตรเสริมสร้างคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียงตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้การจัดการเรียนรู้ PLRC2 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3](https://www.kruchiangrai.net/?p=36586): เรื่อง              การพัฒนาหลักสูตรเสริมสร้างคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียงตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้การจัดการเรียนรู้ PLRC2 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 ผู้วิจัย             นางสาวพรรณทิวา  หนูหล้า                     โรงเรียนโนนกอกวิทยา  สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ ปีการศึกษา      2566   บทคัดย่อ     การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานและความต้องการที่จำเป็นในการพัฒนาหลักสูตรเสริมสร้างคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียงตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้การจัดการเรียนรู้ PLRC2 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อสร้างและตรวจสอบคุณภาพของการพัฒนาหลักสูตรเสริมสร้างคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียงตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้การจัดการเรียนรู้ PLRC2 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อทดลองใช้หลักสูตรเสริมสร้างคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียงตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้การจัดการเรียนรู้ PLRC2 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และเพื่อประเมินและปรับปรุงการพัฒนาหลักสูตรเสริมสร้างคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียงตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้การจัดการเรียนรู้ PLRC2 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนโนนกอกวิทยา ปีการศึกษา 2566 จำนวน 20 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากนักเรียนที่สมัครใจเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โดยมีเครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์คุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียงและแนวทางการพัฒนา 2) หลักสูตรเสริมสร้างคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3) แบบวัดคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียง 3 ฉบับ ได้แก่ แบบวัดความพอประมาณ แบบวัดความมีเหตุผลและแบบวัดการมีภูมิคุ้มกันที่ดี การวิเคราะห์ข้อมูลโดย หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานละการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัย พบว่า คุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียงตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากการสัมภาษณ์นักเรียน ผู้ปกครองและผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า นักเรียนมีคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียงอยู่ในระดับน้อย และมีความต้องการที่ได้รับการส่งเสริมคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ 1) ความพอประมาณ 2) ความมีเหตุผล3) การมีภูมิคุ้มกันที่ดี และมีแนวทางในการพัฒนาเสริมสร้างคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียงโดยการจัดทำเป็นหลักสูตรเสริมเพื่อพัฒนาคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียงที่เน้นการจัดการเรียนรู้เชิงรุกมีการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยผสานแนวคิดคุณลักษณศึกษาของลิคโคนา (Lickona, 1992) ที่มีองค์ประกอบสำคัญของคุณลักษณะที่ดีเชื่อมประสานปฏิสัมพันธ์กันในด้านการรู้คิดเชิงจริยธรรม ความสำนึกเชิงจริยธรรมและการปฏิบัติการเชิงจริยธรรมด้วยการเตรียมสร้างประสบการณ์รับรู้ เรียนรู้สิ่งใหม่ผสานกับความรู้เดิมสะท้อนความคิดเชื่อมโยงกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสร้างความรู้และประยุใช้และกำหนดคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียงมาเป็นแนวทางในการปฏิบัตินและฝึกฝนอย่างต่อเนื่องจนเกิดกลายเป็นคุณลักษณะที่คงทนในการดำเนินชีวิต หลักสูตรเสริมสร้างคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้การจัดการเรียนรู้ PLRC2 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีองค์ประกอบของหลักสูตร 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1 หลักการของหลักสูตร 2) จุดมุ่งหมายของหลักสูตร 3) โครงสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ 4) แนวการจัดกิจกรรม 5) สื่อและแหล่งเรียนรู้ 6) แนวทางการวัดและประเมินผล จากการประเมินหลักสูตรที่พัฒนาขึ้น มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และผลการทดลองนำร่องพบว่า มีความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ ผลการทดลองใช้พบว่า 1) คุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียงของนักเรียนที่ผ่านการเรียนด้วยหลักสูตรหลักสูตรเสริมสร้างคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในภาพรวมมีคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียงอยู่ในระดับมาก ( = 73.00, S.D. = 1.32) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า การมีภูมิคุ้มกันที่ดี มีระดับคุณลักษณะมาก (  = 77.00, S.D. = 1.42) รองลงมาคือ ความมีเหตุผล มีระดับคุณลักษณะมาก (  = 75.50, S.D. = 1.15) และความพอประมาณมีระดับคุณลักษณะปานกลาง (  = 68.50, S.D. = 1.39) ตามลำดับ และผลการสังเกตพฤติกรรมพบว่า นักเรียนมีการแสดงออกถึงพฤติกรรมของการมี คุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียงด้านความพอประมาณ มีวิธีการคิดตัดสินใจเลือกสินค้าอุปโภคและบริโภคสำรวจประมาณรายได้กับราคาสินค้าแบบพอดีพอเพียงความความสามารถโดยนำหลักความมีเหตุผลมาประกอบการตัดสินใจอย่างรอบคอบคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในสถานการณ์ชีวิตจริงและสอดคล้องกับการมีพฤติกรรมที่แสดงออกถึงการมีภูมิคุ้มกันที่ดี ซึ่งจากการร่วมกิจกรรมเจาะใจภูมิคุ้มกันนักเรียนได้ลงมือฝึกทำบัญชีครัวเรือนแสดงรายรับรายจ่ายบัญชีการออมทรัพย์ของตนนอกจากนี้นักเรียนยังได้ศึกษาแหล่งเรียนรู้ภายในสวนเกษตรพอเพียงโรงเรียนโนนกอกวิทยา นักเรียนมีพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความกระตือรือร้นสนใจใฝ่เรียนรู้ตามฐานการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่จัดไว้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในแต่ละฐานการเรียนรู้และนักเรียนสามารถปฏิบัติตนเป็นผู้ที่มีคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียงในการดำเนินชีวิตประจำวันได้ 2) คุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียงก่อนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยหลักสูตรเสริมสร้างคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 21.55 คะแนน และ 33.45 คะแนน ตามลำดับและเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า นักเรียน มีคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียง หลังเรียนด้วยหลักสูตรเสริมสร้างคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 การประเมินผลหลักสูตรเสริมสร้างคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียงตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้เรียนมีความคิดเห็นต่อกิจกรรมการเรียนรู้หลังการทดลองใช้หลักสูตรอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.73, S.D. = 0.42) - [การพัฒนาทักษะการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง วัตถุที่แม่เหล็กสามารถดึงดูดได้ ผ่านระบบคลังสื่อเทคโนโลยีดิจิทัล obec content center](https://www.kruchiangrai.net/?p=36578): สภาพปัญหาของผู้เรียนในวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ยังพบปัญหาอย่างมากในความรู้พื้นฐานเรื่อง วัตถุที่แม่เหล็กสามารถดึงดูดได้ เนื่องจากนักเรียนยังขาดความรู้ความเข้าใจ และทักษะในการคิด วิเคราะห์ และแยกแยะ ส่งผลให้นักเรียนไม่สามารถอธิบายถึงประโยชน์ และจำแนกประเภทของวัตถุที่แม่เหล็กสามารถดึงดูดได้อย่างถูกต้อง เป็นผลให้นักเรียนเกิดความรู้สึกต่อต้าน ไม่เกิดการเรียนรู้ และรู้สึกเบื่อหน่ายต่อเนื้อหาวิชาดังกล่าว ซึ่งแนวทางการจัดการเรียนการสอนแบบเดิมยังไม่ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เท่าที่ควร จึงส่งผลให้การจัดการเรียนรู้ต่อผู้เรียนยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ดังนั้น เพื่อให้เกิดการการพัฒนาทักษะการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง วัตถุที่แม่เหล็กสามารถดึงดูดได้ จึงนำไปสู่การนำสื่อการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ๆ ที่แปลกตา แฝงความสนุก และสามารถดึงดูดความสนใจของนักเรียนในช่วงวัยดังกล่าวให้อยากที่จะเรียนรู้ และฝึกฝนจนเกิดความชำนาญ ควบคู่ไปกับการเรียนภาคทฤษฎี ซึ่งคาดว่าจะสามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนได้ ครูผู้สอนจึงใช้แฟลตฟอร์มการเรียนรู้ เรื่อง วัตถุที่แม่เหล็กสามารถดึงดูดได้ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่นำมาปรับประยุกต์ใช้ในการพัฒนาความสามารถในการเรียนวิทยาศาสตร์ และเร้าความสนใจของผู้เรียนให้  ท้าทายความสามารถ สามารถเข้าใจง่าย มีภาพ วางรูปแบบสวยงาม และสามารถฝึกได้ด้วยตนเอง อันจะส่งผลให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์และประยุกต์ความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้  ซึ่งแฟลตฟอร์มการเรียนรู้มีความสำคัญและมีประโยชน์ต่อการเรียนการสอนวิชาที่เป็นทักษะมาก  เพราะเป็นสื่อการสอนที่ช่วยลดภาระของครู ช่วยให้นักเรียนได้ฝึกทักษะให้ดีขึ้น ส่งเสริมพัฒนาต่อยอดทางความคิดได้ ช่วยเสริมทักษะวิทยาศาสตร์ให้คงทน รวมทั้งเป็นเครื่องมือวัดผลการเรียนหลังจากเรียนแล้ว ตลอดจนนักเรียนสามารถทบทวนได้ด้วยตนเอง ทำให้ครูมองเห็นปัญหาต่าง ๆ ของนักเรียนได้ชัดเจน นักเรียนสามารถฝึกฝนได้เต็มที่นอกเหนือจากที่เรียนในเวลาเรียนซึ่งทำให้ผู้เรียนเห็นความก้าวหน้าของตนเอง เพื่อให้กิจกรรมมีความหลากหลาย ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนฝึกฝนทักษะได้ทุกเวลา ซึ่งทำให้กิจกรรมการเรียนรู้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น ประกาศนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 – 2568  มุ่งหวังให้ผู้เรียนทุกช่วงวัยได้รับการพัฒนาในทุกมิติ ทั้งในด้านโอกาสความเท่าเทียม ความเสมอภาค คุณภาพ และสมรรถนะที่สำคัญจำเป็นตามบริบทของประเทศและสังคมโลกโดยเน้นผู้เรียน “เรียนดีมีความสุข” เพื่อเป็น แนวทางให้ทุกหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ นำไปใช้ในการขับเคลื่อนนโยบาย เพื่อลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษาและลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง สำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้ไปสู่นักเรียนและประชาชนเพื่อสร้างโอกาสความเท่าเทียมอย่างทั่วถึง โดยได้จัดทำระบบคลังสื่อเทคโนโลยีดิจิทัลระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (OBEC Content Center) ซึ่งเป็นแฟลตฟอร์มการเรียนรู้ที่เป็นชุดโปรแกรมรวบรวมเนื้อหาใน 8 ประเภทเนื้อหา ได้แก่ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แอปพลิเคชัน วีดีทัศน์เสียง ภาพ ข้อสอบ เทมเพลต และ มัลติมีเดีย โดยเผยแพร่ให้กับนักเรียน ครูผู้สอน บุคลากรทางการศึกษาและประชาชนผู้สนใจทั่วไป สามารถเข้าถึงการใช้งานเนื้อหาต่าง ๆ สำหรับการเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา กับอุปกรณ์ที่หลากหลาย โดยใช้ได้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา สำหรับการเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุก เวลา ใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนในห้องเรียน หรือเรียนรู้จากที่บ้านด้วยการใช้สื่อเทคโนโลยีดิจิทัล เป็นเครื่องมือทั้งระบบ Online และ Offline ซึ่งสอดคล้องตามนโยบาย การจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการด้านการพลิกโฉมระบบการศึกษาไทยด้วยการนํานวัตกรรม และเทคโนโลยีที ทันสมัยมาใช้ใน การจัดการศึกษาทุกระดับการศึกษา เพื่อให้สถาบันการศึกษาทุกแห่งนํานวัตกรรม และเทคโนโลยีที่ทันสมัย มาใช้ในการจัดการศึกษาผ่านระบบดิจิทัล ดังนั้นเพื่อให้สื่อเทคโนโลยีดิจิทัลและ แพลตฟอร์มการเรียนรู้ดังกล่าวมีความสอดคล้องกับขอบข่ายการเรียนรู้ตามแผนพัฒนาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานดำเนินการ           โรงเรียนอนุบาลไทรงามมีนักเรียนที่มีความสามารถในการเรียนจากการวิเคราะห์ผู้เรียนรายบุคคลและสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีทำให้ความรู้ด้านเทคโนโลยี และสืบค้นทางอินเตอร์เน็ตที่มีอยู่มากมาย ดังนั้นผู้สอนจึงได้ทดลองแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยวิธีการใช้ระบบคลังสื่อเทคโนโลยีดิจิทัล OBEC Content Center ผ่านเว็บไซต์ https://contentcenter.obec.go.th มาประกอบการจัดการเรียนการสอน รายวิชาวิทยาศาสตร์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลไทรงาม วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาทักษะการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับนักเรียน เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านระบบคลังสื่อเทคโนโลยีดิจิทัล (OBEC Content Center) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 - [การแก้ปัญหาการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5   โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความจากนิทานอีสป โดยใช้เทคนิค 5W+1H](https://www.kruchiangrai.net/?p=36561): การวิจัยเรื่อง การแก้ปัญหาการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5   โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความจากนิทานอีสป โดยใช้เทคนิค 5W+1H   มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญที่ไม่ถูกต้องของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดทุ่งลุงมิตรภาพที่ 198  โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความจากนิทานอีสป โดยใช้เทคนิค 5W+1H  เพื่อเปรียบเทียบการอ่านจับใจความสำคัญที่ไม่ถูกต้องของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดทุ่งลุงมิตรภาพที่ 198 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความจากนิทานอีสป โดยใช้เทคนิค 5W+1H  และเพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านจับใจความสำคัญที่ไม่ถูกต้องของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความจากนิทานอีสป โดยใช้เทคนิค 5W+1H  จำนวน 17 คน ให้อ่านจับใจความสำคัญได้ถูกต้องและดีขึ้น คะแนนทดสอบหลังใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความจากนิทานอีสป โดยใช้เทคนิค 5W+1H  ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  มีคะแนนสูงจากก่อนใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความจากนิทานอีสป โดยใช้เทคนิค 5W+1H  มีผลรวมของผลต่างของคะแนนสูงขึ้นกว่าก่อนใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความจากนิทานอีสป โดยใช้เทคนิค 5W+1H  ค่าเฉลี่ย  3.88 ร้อยละ 19.40 ซึ่งแสดงว่า การใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความจากนิทานอีสป โดยใช้เทคนิค 5W+1H  ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น จากผลการวิจัยที่เกี่ยวกับการอ่านจับใจความสำคัญที่กล่าวมาแล้ว ทำให้ทราบว่าความสำคัญในการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนเกิดจากเทคนิคและการวิธีสอนของครูเป็นองค์ประกอบสำคัญ  แต่ครูยังขาดอุปกรณ์ที่เป็นแบบฝึกทักษะที่มีเนื้อหาตรงกับความสนใจของนักเรียน  ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยมีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความจากนิทานอีสป โดยใช้เทคนิค 5W+1H  เพื่อนำเนื้อหาที่ตรงกับความสนใจของนักเรียนมาใช้  และเพื่อช่วยพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียน - [เผยแพร่ผลงานวิชาการ การแก้ปัญหาการอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความจากนิทานอีสป โดยใช้เทคนิค 5W1H](https://www.kruchiangrai.net/?p=36558): เผยแพร่ผลงานวิชาการ การแก้ปัญหาการอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความจากนิทานอีสป โดยใช้เทคนิค 5W1H https://drive.google.com/file/d/1BE2x4o8KZ5QVdmTA6znm8hBGQsafIocR/view?usp=sharing - [การวิจัยและพัฒนารูปแบบการเรียนรู้วรรณคดีไทยด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดร่วมกับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้](https://www.kruchiangrai.net/?p=36507): ชื่องานวิจัย   การวิจัยและพัฒนารูปแบบการเรียนรู้วรรณคดีไทยด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดร่วมกับทฤษฎี                 การสร้างองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้วิจัย         กชกร ยอดยิ่ง สถานศึกษา  โรงเรียนพระตำหนักมหาราช ปีการศึกษา   2566   บทคัดย่อ           การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคในการสอนวรรณคดีไทย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) สร้างรูปแบบการเรียนรู้วรรณคดีไทยด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดร่วมกับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  3) ทดลองใช้รูปแบบการเรียนรู้วรรณคดีไทยด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดร่วมกับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ 4) ประเมินผลรูปแบบการเรียนรู้วรรณคดีไทยด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดร่วมกับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนพระตำหนักมหาราช ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้ใน      การวิจัยและเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ 6 แผน แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อรูปแบบฯ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามแบบของลิเคอร์ท ซึ่งประกอบด้วยคำถามที่มีลักษณะการตอบแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยมีดังนี้ การวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคในการสอนวรรณคดีไทย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า ครูผู้สอนเน้นการสอนเนื้อหาและคำศัพท์มากกว่าการพัฒนาการคิดวิเคราะห์ การสร้างรูปแบบการเรียนรู้วรรณคดีไทยด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดร่วมกับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีชื่อว่า SP2SP Model ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นจุดประกาย (Sparkling: S) 2) ขั้นสหายคู่คิด (Pairing: P)  3) ขั้นสะกิดค้นคว้า (Searching: S) 4) ขั้นนำพาแบ่งปัน (Sharing: S) 5) ขั้นสร้างสรรค์นำเสนอ (Presenting: S) การทดลองใช้รูปแบบการเรียนรู้วรรณคดีไทยด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดร่วมกับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่าก่อนการทดลองมีคะแนนความสามารถการคิดวิเคราะห์เฉลี่ยเท่ากับ 19.29 คิดเป็นร้อยละ 63.75 หลังการทดลอง มีคะแนนความสามารถการคิดวิเคราะห์เฉลี่ยเท่ากับ 25.14 คิดเป็นร้อยละ 83.33 การประเมินรูปแบบการเรียนรู้วรรณคดีไทยด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดร่วมกับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า             4.1  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้วรรณคดีไทยด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดร่วมกับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างการคิดวิเคราะห์ มีคะแนนความสามารถการคิดวิเคราะห์หลังการใช้รูปแบบสูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05                4.2   ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อรูปแบบการเรียนรู้วรรณคดีไทยด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดร่วมกับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างการคิดวิเคราะห์ ในภาพรวม   มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก อันดับแรก รูปแบบการเรียนรู้วรรณคดีไทยด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดร่วมกับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างการคิดวิเคราะห์ทำให้นักเรียนพิจารณา แยกแยะเรื่องราว/สถานการณ์ต่าง ๆ ของวรรณคดีได้ชัดเจน และมีเหตุผลเพิ่มขึ้น รูปแบบการเรียนรู้วรรณคดีไทยด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดร่วมกับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ นักเรียนสามารถฝึกทักษะการปฏิบัติการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ และกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดช่วยให้ผู้เรียนใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว คล่องแคล่ว ตามลำดับ - [เรียนรู้ Project-based เป็นฐาน พัฒนา EF ด้านทักษะทางสมอง](https://www.kruchiangrai.net/?p=36502): บทคัดย่อ                การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาผลการพัฒนาทักษะทางสมอง (EF)  โดยใช้การจัดประสบการณ์แบบโครงงานเป็นฐาน 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะทางสมอง (EF)  ของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์แบบโครงงานเป็นฐาน และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของพ่อแม่ ผู้ปกครองต่อรูปแบบการจัดประสบการณ์  “เรียนรู้ Project-based เป็นฐาน  พัฒนา EF ด้านทักษะทางสมอง”กลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3/1 จำนวน 18 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1) แบบประเมินทักษะทางสมอง(EF) ประเมินความพฤติกรรมที่แสดงออกถึงทักษะทางสมองทั้ง 3 ด้าน คือ 1.การยืดหยุ่นความคิด  2.การติดตามประเมินตนเอง  และ 3.การวางแผนจัดระบบดำเนินการ  2) แบบประเมินความพึงพอใจของพ่อแม่ ผู้ปกครองต่อรูปแบบการจัดประสบการณ์ “เรียนรู้ Project-based เป็นฐาน พัฒนา EF ด้านทักษะทางสมอง” 3) แผนการจัดประสบการณ์แบบโครงงานเป็นฐาน จำนวน 22 แผน  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าฐานนิยม (Mode) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) สรุปผลวิจัย 1. ผลการประเมินทักษะทางสมอง(EF) หลังการจัดประสบการณ์แบบโครงงานเป็นฐาน พบว่า เด็กทุกคนมีพฤติกรรมที่แสดงออกถึงทักษะทางสมอง(EF) 3 ด้าน อยู่ในระดับดี 2.ผลการเปรียบเทียบทักษะทางสมอง(EF) ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์แบบโครงงานเป็นฐาน พบว่าด้านที่ 1  ทักษะการยืดหยุ่นความคิด  ก่อนจัดประสบการณ์ฯ อยู่ในระดับปรับปรุง ร้อยละ 60 ระดับพอใช้ ร้อยละ 30 ระดับดี ร้อยละ 10  และหลังการจัดประสบการณ์ฯ อยู่ในระดับดีทุกคน คิดเป็นร้อยละ 100  ด้านที่ 2  ทักษะการติดตามประเมินตนเอง ก่อนจัดประสบการณ์ฯ อยู่ในระดับปรับปรุง ร้อยละ 50 ระดับพอใช้ ร้อยละ 40 ระดับดี ร้อยละ 10  และหลังการจัดประสบการณ์ฯ อยู่ในระดับดีทุกคน คิดเป็นร้อยละ 100  ด้านที่ 3  ทักษะการวางแผนจัดระบบดำเนินการ  ก่อนจัดประสบการณ์ฯ อยู่ในระดับปรับปรุง ร้อยละ 50 ระดับพอใช้ ร้อยละ 50 และหลังการจัดประสบการณ์ฯ อยู่ในระดับดีทุกคน คิดเป็นร้อยละ 100  และ 3. พ่อแม่ ผู้ปกครองมีความพึงพอใจต่อการจัดรูปแบบการจัดประสบการณ์แบบโครงงานเป็นฐานอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.70 (S.D. = 0.52)   - [เรียนรู้ Project-based เป็นฐาน พัฒนา EF ด้านทักษะทางสมอง](https://www.kruchiangrai.net/?p=36501) - [การนิเทศภายในสถานศึกษา โดยใช้กระบวนการ SPIDER Model เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านออก เขียนได้ และคิดเลขเป็นของนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองผักหนาม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2](https://www.kruchiangrai.net/?p=36497): การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพ การดำเนินงานการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยใช้กระบวนการ SPIDER Model เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านออก เขียนได้ และคิดเลขเป็นของนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองผักหนาม ปีการศึกษา 2566 2) เพื่อศึกษาผลการดำเนินงานการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยใช้กระบวนการ SPIDER Model พัฒนาทักษะการอ่านออก เขียนได้ และคิดเลขเป็น ของนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองผักหนาม ปีการศึกษา 2566 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่มีต่อการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยใช้กระบวนการ SPIDER Model เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านออก เขียนได้และคิดเลขเป็น ของนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองผักหนาม ปีการศึกษา 2566  กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 6 โรงเรียนบ้านหนองผักหนาม ปีการศึกษา 2566 จำนวน 52 คน  2) ครูผู้สอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 โรงเรียนบ้านหนองผักหนาม ปีการศึกษา 2566 จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1) แบบบันทึกการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยใช้กระบวนการ SPIDER Modelเพื่อพัฒนาทักษการอ่านออก เขียนได้  และคิดเลขเป็น 2) แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยใช้กระบวนการ SPIDER Model   เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านออก เขียนได้ และคิดเลขเป็น สถิติที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่  ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา สรุปได้ว่า 1) กระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษา SPIDER Model มีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมาก 2) ผลการดำเนินงานการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยใช้กระบวนการ SPIDER Model พัฒนาทักษะการอ่านออก เขียนได้ และคิดเลขเป็น ของนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองผักหนาม ปีการศึกษา 2566 ปรากฏดังนี้    2.1 การดำเนินงานการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยใช้กระบวนการ SPIDER Model พัฒนาทักษะการอ่านออก เขียนได้ และคิดเลขเป็น ของนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองผักหนาม ปีการศึกษา 2566 มีผลการดำเนินงานอยู่ในระดับมากที่สุด    2.2 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 โรงเรียนบ้านหนองผักหนาม ปีการศึกษา 2566 มีทักษะการอ่านออก เขียนได้ และคิดเลขเป็นของนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองผักหนาม เพิ่มขึ้นทุกด้าน 3) ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีความพึงพอใจต่อ การนิเทศภายในสถานศึกษา โดยใช้กระบวนการ SPIDER Model เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านออก เขียนได้ และคิดเลขเป็น ของนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองผักหนาม ปีการศึกษา 2566 อยู่ในระดับคุณภาพมากที่สุด - [พัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4](https://www.kruchiangrai.net/?p=36392): การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการสอนโจทย์ปัญหาการบวกและการลบโดยใช้หลักการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการสอนโจทย์ปัญหาการบวกและการลบโดยใช้หลักการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการสอนโจทย์ปัญหาการบวกและการลบโดยใช้หลักการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และ 4) เพื่อประเมินรูปแบบการสอนโจทย์ปัญหาการบวกและการลบโดยใช้หลักการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/6 ภาคเรียนที่ 1ปีการศึกษา 2565โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์ สังกัดเทศบาลนครนครศรีธรรมราชจำนวน 1 ห้องเรียน รวมนักเรียน40 คนที่ได้โดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่มสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการสอนโจทย์ปัญหาการบวกและการลบโดยใช้หลักการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่นักเรียนต้องการ พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ต้องการใช้รูปแบบการสอนโดยใช้หลักการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 การพัฒนารูปแบบการสอนที่ผู้วิจัยสังเคราะห์ขึ้นใช้ชื่อเรียกว่า “SNJAC Model” มีองค์ประกอบของรูปแบบการสอนโจทย์ปัญหาการบวกและการลบโดยใช้หลักการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์ 5 ขั้นตอนได้แก่ 1) ขั้นจุดประกายความคิดสะกิดความรู้เดิม (S : Spark ideas) 2) ขั้นเพิ่มเติมความรู้ใหม่(N : New knowledge) 3) ขั้นใส่ใจร่วมปฏิบัติ(J : Join in action) 4) ขั้นพัฒนานำไปใช้ (A : Application) และ 5) ขั้นได้ผลสรุป(C : Conclusion)ผลจากการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ 5 คนด้านคณิตศาสตร์ ผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ต้องการให้พัฒนารูปแบบการสอนโจทย์ปัญหาการบวกและการลบโดยใช้หลักการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผลการพัฒนารูปแบบการสอนโจทย์ปัญหาการบวกและการลบโดยใช้หลักการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ค่าประสิทธิภาพ E1 / E2แบบรายบุคคล (Individual Tryout) เท่ากับ69.57/70.00 ค่าประสิทธิภาพ E1 / E2แบบกลุ่มเล็ก (Small Group Tryout) เท่ากับ78.07/79.26และค่าประสิทธิภาพ E1 / E2จากการทดลองภาคสนาม มีค่าเท่ากับ 81.84/82.78ซึ่งมีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ ผลการทดลองใช้รูปแบบการสอนโจทย์ปัญหาการบวกและการลบโดยใช้หลักการเรียนรู้ แบบร่วมมือร่วมกับการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/6 กับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 40คนได้ค่าประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 85.54/86.67และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้รูปแบบการสอนโจทย์ปัญหาการบวกและการลบโดยใช้หลักการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 คะแนนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียน ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการทดสอบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบโดยใช้แบบทดสอบ วัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบและใช้เกณฑ์ประเมินความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ ผลปรากฏว่านักเรียน มีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบในภาพรวม ค่าเฉลี่ยเท่ากับ  8.38อยู่ในระดับคุณภาพ  ดีมาก ผลการประเมินรูปแบบการสอนโจทย์ปัญหาการบวกและการลบโดยใช้หลักการเรียนรู้ แบบร่วมมือร่วมกับการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการสอนโดยใช้หลักการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเพื่อพัฒนาความสามารถในการ แก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4อยู่ในระดับมาก - [เผยแพร่ผลงานวิชาการ การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนวัดเกรียงไกร(โพธิ์ประสิทธิ์) ด้วยกระบวนการ IPDA (IPDA Student Support System Model)](https://www.kruchiangrai.net/?p=36357): การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนวัดเกรียงไกร(โพธิ์ประสิทธิ์) ด้วยกระบวนการ IPDA (IPDA Student Support System Model) ประกอบด้วยขั้นตอนการดาเนินกิจกรรม 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1.Inspire: สร้างแรงบันดาลใจ โดยขั้นตอนนี้ เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้ครู บุคลากรที่เกี่ยวข้อง เห็นถึงความสำคัญของการดูแลช่วยเหลือนักเรียน อันจะส่งผลให้สามารถช่วยเหลือ ส่งเสริมพัฒนาและแก้ไขปัญหานักเรียนได้ ซึ่งจะส่งผลให้นักเรียนมีมาตรฐานตามมาตรฐานสถานศึกษา แต่หากไม่มีการดูแลช่วยเหลือนักเรียน นักเรียนบางคนหรือบางกลุ่มอาจนำมาซึ่งปัญหาสังคมในรูปแบบต่าง ๆ อันจะส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งปัจจุบันและในอนาคต 2.Plane : การประชุมและวางแผน (Planning Conference) เป็นขั้นของการวางแผนการดำเนินการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็นรายบุคคล มีการพิจารณาช่วงเวลาในการดำเนินการ พิจารณาบุคคลที่เกี่ยวข้อง รูปแบบ และเครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการร่วมกัน 3.Do : เป็นขั้นของการปฏิบัติ    3.1 การดำเนินการ ดูแลช่วยเหลือนักเรียน ดังนี้          3.1.1 การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล          3.1.2 การคัดกรองนักเรียน                   3.1.2.1 กลุ่มพิเศษ                   3.1.2.2 กลุ่มปกติ                   3.1.2.3 กลุ่มเสี่ยง                   3.1.2.4 กลุ่มมีปัญหา          3.1.3 การส่งเสริมนักเรียน          3.1.4 การป้องกันและแก้ไข          3.1.5 การส่งต่อ    3.2 การประชุมเพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับ(Feedback Conference) Pair & PLC เป็นขั้นของการให้ข้อมูลย้อนกลับโดยผู้บริหารสถานศึกษา ผู้เกี่ยวข้อง โดยการใช้ ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อมองเห็นการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง การพัฒนานักเรียน และแนวทางในการร่วมกันแก้ไขปัญหาเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนานักเรียนได้เต็มตามศักยภาพ 4. Act : การปรับปรุงการดำเนินการ เป็นขั้นตอนของการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง พัฒนาการดูแลช่วยเหลือนักเรียน และการร่วมกันแก้ไขปัญหาเพื่อให้ครูได้พัฒนาการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ส่งผลให้นักเรียนได้รับการพัฒนา สู่คุณภาพแบบมันคงและยั่งยืน - [การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพ ของนักเรียนโรงเรียนวัดบ้านดง](https://www.kruchiangrai.net/?p=36312):           ผลการตรวจสอบรูปแบบการบริหารจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพของนักเรียนโรงเรียนวัดบ้านดง ผู้ทรงคุณวุฒิมีความเห็นว่า มีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด - [การบริหารจัดการเรียนรวมโดยใช้ 3P2A Model เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรวมของโรงเรียนวัดศรีรัตนาราม (รัตนราษฎร์สงเคราะห์) ตามกรอบโครงสร้าง SEAT](https://www.kruchiangrai.net/?p=36286): โรงเรียนวัดศรีรัตนาราม(รัตนราษฎร์สงเคราะห์) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 เป็นโรงเรียนประถมศึกษาขนาดกลาง จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียนทั้งสิ้น 150 คน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา รวม 13 คน จากการวิเคราะห์สภาพและบริบทการจัดการเรียนรวมของโรงเรียนวัดศรีรัตนาราม(รัตนราษฎร์สงเคราะห์) พบว่า  ด้านคุณภาพผู้เรียน นักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษไม่ได้รับการพัฒนาตามแผนการจัดการเรียนรู้เฉพาะบุคคล (IEP) และนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษไม่ได้รับการประเมินผลการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับระดับความสามารถในการเรียนรู้ ด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ครูยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนเรียนรวม และการจัดการเรียนรู้ตามแผนแผนการจัดการเรียนรู้เฉพาะบุคคล (IEP) และด้านกระบวนการบริหารและการจัดการ สถานศึกษาไม่มีการปรับหลักสูตรเพื่อให้เอื้อกับการจัดการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ และการบริหารจัดการเรียนรวมของโรงเรียนยังไม่เป็นระบบ ขาดการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โรงเรียนวัดศรีรัตนาราม(รัตนราษฎร์สงเคราะห์) จึงได้พัฒนารูปแบบ “การบริหารจัดการเรียนรวม  โดยใช้ 3P2A Model เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรวมของโรงเรียนวัดศรีรัตนาราม (รัตนราษฎร์สงเคราะห์)  ตามกรอบโครงสร้าง SEAT โดยมีประชากรที่ใช้การศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย ครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 12 คน นักเรียนจำนวน 12 คน ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 12 คน รวมทั้งสิ้น 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ 1) แบบประเมินคุณภาพของรูปแบบการบริหารจัดการเรียนรวม  โดยใช้ 3P2A Model เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรวมของโรงเรียนวัดศรีรัตนาราม (รัตนราษฎร์สงเคราะห์)  ตามกรอบโครงสร้าง SEAT 2) แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารจัดการเรียนรวม โดยใช้ 3P2A Model เพื่อพัฒนา  การจัดการเรียนรวมของโรงเรียนวัดศรีรัตนาราม (รัตนราษฎร์สงเคราะห์)  ตามกรอบโครงสร้าง SEAT สถิติ    ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ ผลการดำเนินงาน ผลการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเรียนรวม โดยใช้ 3P2A Model เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรวมของโรงเรียนวัดศรีรัตนาราม (รัตนราษฎร์สงเคราะห์) ตามกรอบโครงสร้าง SEAT สรุปผลได้ดังนี้ จากการประเมินรูปแบบโดยสอบถามความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ ความเหมาะสม ความถูกต้อง ความครอบคลุม และความเป็นประโยชน์ พบว่า ภาพรวมของรูปแบบการบริหารจัดการเรียนรวม  โดยใช้ 3P2A Model เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรวมของโรงเรียนวัดศรีรัตนาราม           (รัตนราษฎร์สงเคราะห์) ตามกรอบโครงสร้าง SEAT อยู่ในระดับมากที่สุด ( )   เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน ตามลำดับดังนี้ ความเป็นไปได้ ( ) ความเหมาะสม ( )  และความเป็นประโยชน์  ( ) ความครอบคลุม ( ) และความถูกต้อง ( )     การศึกษาผลการบริหารจัดการเรียนรวม โดยใช้ 3P2A Model เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรวมของโรงเรียนวัดศรีรัตนาราม (รัตนราษฎร์สงเคราะห์) ตามกรอบโครงสร้าง SEAT สรุปผลได้ดังนี้ ภาพรวมการบริหารจัดการเรียนรวม โดยใช้ 3P2A Model เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรวมของโรงเรียนวัดศรีรัตนาราม (รัตนราษฎร์สงเคราะห์)  ตามกรอบโครงสร้าง SEAT อยู่ในระดับ มากที่สุด ( ) หากพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า กระบวนการดำเนินการ (Process & Operation)   อยู่ในระดับมากที่สุด ( ) ด้านการประเมินผลและรายงาน (Assessment & Report)      อยู่ในระดับมากที่สุด ( ) ด้านการวางแผนและพัฒนา (Plan & Development)           อยู่ในระดับมากที่สุด ( ) ด้านการศึกษาปัญหาและวิเคราะห์บริบท (Problem & Context Analysis) อยู่ในระดับมากที่สุด ( )  และด้านการนำไปใช้และเผยแพร่ อยู่ในระดับมากที่สุด ( ) หากพิจารณาด้านกระบวนการดำเนินงานจัดการเรียนรวมตามกรอบโครงสร้าง SEAT พบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( ) หากพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านนักเรียน อยู่ในระดับมากที่สุด ( )  ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน อยู่ในระดับมากที่สุด ( )   ด้านเครื่องมือ อยู่ในระดับมากที่สุด ( ) ด้านสภาพแวดล้อม อยู่ในระดับมากที่สุด ( )         - [โมเดล 5C  ขยะไม่มี พัฒนาคนดี สังคมมีวินัย](https://www.kruchiangrai.net/?p=36272): ความสำคัญของผลงาน/นวัตกรรมการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้กำหนดยุทธศาสตร์การส่งเสริมการศึกษาเพื่อสร้างเยาวชนให้เป็นสุจริตชนทุกภาคส่วน ต้องร่วมกันสนับสนุนส่งเสริมให้นโยบายการศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบ ปรับทิศทางจากการมุ่งสร้าง คนเก่งคนดี ดำรงชีวิตสอดคล้องตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสังคมที่มีเสถียรภาพ สามารถ พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคง รวมทั้งการแก้ปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ของประเทศชาติอย่างยั่งยืน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงดำเนินการจัดทำหลักสูตรหรือชุดการเรียนรู้ และสื่อประกอบการเรียนรู้ด้านการป้องกันการทุจริต สำหรับใช้เป็นเนื้อหามาตรฐานกลางให้สถาบันการศึกษา หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ในการเรียนการสอนให้กับกลุ่มเป้าหมาย ครอบคลุมทุกระดับชั้นเรียน เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกในการแยกประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม จิตพอเพียง การไม่ยอมรับและไม่ทนต่อการทุจริต โดยใช้ชื่อว่าหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) เพื่อเป็นการป้องกันการทุจริต โดยเริ่มปลูกฝังนักเรียนตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๖ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงจัดทำรายวิชาเพิ่มเติม “การป้องกันการทุจริต” ให้สถานศึกษาทุกแห่งนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อปลูกฝังและสร้างวัฒนธรรมต่อต้านการทุจริตให้แก่นักเรียนสร้างความตระหนักให้นักเรียน ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน มีจิตพอเพียงต้านทุจริตละอายและเกรงกลัวที่จะไม่ทุจริตและไม่ทนต่อการทุจริตทุกรูปแบบ โดยได้จัดทำรายวิชาเพิ่มเติม “การป้องกันการทุจริต”ประกอบด้วย เนื้อหา ๔ หน่วยการเรียนรู้ ได้แก่ ๑) การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม ๒) ความละอายและความไม่ทนต่อการทุจริต๓) STRONG / จิตพอเพียงต่อต้านการทุจริต และ ๔) พลเมืองและความรับผิดชอบต่อสังคม เนื่องจากในปัจจุบันปัญหาสิ่งแวดล้อมที่นับว่าร้ายแรงที่สุดในตอนนี้ นั้นได้แก่ปัญหาขยะที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกวัน การกำจัดขยะเหล่านี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีวิธีการที่ถูกต้อง ขยะมูลฝอยเป็นปัญหาที่พบได้โดยทั่วไป โดยเฉพาะในโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนอยู่มาก และบุคคลภายนอกที่เข้ามาใช้บริการในโรงเรียน เช่น การจัดกิจกรรม การออกกำลังกาย เล่นกีฬาในตอนเย็น ขยะมูลฝอยมาจากหลายสาเหตุ การบริโภคอาหาร ขนมต่าง ๆ ขวดน้ำดื่ม หรือของใช้อำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน เป็นผลมาจากการขาดวินัย ขาดจิตสาธารณะ ทำใหเกิดขยะมูลฝอยจำนวนมาก นอกจากนี้จากสภาพทั่วไปของโรงเรียนอนุบาลไทรงามรอบ ๆ บริเวณโรงเรียนมีต้นไม้เป็นจำนวนมาก ซึ่งให้ความร่มรื่นแก่นักเรียน แต่ในฤดูร้อนก็ทำให้เกิดใบไม้ร่วงจำนวนมาก ส่งผลให้ขยะมีมากขึ้น จึงทำให้โรงเรียนประสบปัญหาจากขยะในทุกประเภท โรงเรียนอนุบาลไทรงาม เป็นโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้เข้าร่วมโครงการโรงเรียนปลอดขยะ (Zero Waste School) ระดับประเทศ ผ่านเกณฑ์ในระดับดีเยี่ยม ประจำปีการศึกษา 2565 นอกจากนี้โรงเรียนอนุบาลไทรงาม เป็นโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาลในสถานศึกษา “ป้องกันการทุจริต” (โครงการโรงเรียนสุจริต) ซึ่งโครงการได้กำหนดคุณลักษณะ 5 ประการของโรงเรียนสุจริต อันได้แก่ ทักษะกระบวนการคิด มีวินัย ซื่อสัตย์สุจริต อยู่อย่างพอเพียง และมีจิตสาธารณะ จึงได้นำเป้าหมายของทั้งสองอย่างมาจัดกิจกรรมที่สามารถปลูกฝังให้นักเรียนเกิดคุณลักษณะ 5 ประการของโรงเรียนสุจริตดังกล่าวได้เป็นอย่างดี จึงเกิดเป็นโมเดล “5C  ขยะไม่มี พัฒนาคนดี สังคมมีวินัย” เป็นโมเดลการส่งเสริม และพัฒนาผู้เรียนด้านการจัดการขยะ และยังส่งผลให้ผู้เรียนเกิดคุณลักษณะ 5 ประการของโรงเรียนสุจริต ให้มีกระบวนการคิดที่ถูกต้องเหมาะสม ปลูกฝังคุณธรรมด้านความซื่อสัตย์สุจริต ความมีวินัย อยู่อย่างพอเพียง และมีจิตสาธารณะให้กับนักเรียน นอกจากนี้ยังทำให้ ครู ผู้เรียน และชุมชนมีความตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน โดยการคัดแยกขยะเพื่อให้โรงเรียนสะอาด  ช่วยลดปริมาณขยะให้น้อยลง ซึ่งจะช่วยพัฒนานักเรียนและบุคลากรให้มีคุณภาพ มีสภาพแวดล้อมการทำงาน ที่สะอาด ปราศจากสิ่งสกปรก นักเรียนและบุคลากรมีสุขภาพกาย และจิตที่ดี มีระเบียบวินัยมากขึ้น ขจัดความสิ้นเปลืองของทรัพยากรและยังช่วยลดต้นทุนของหน่วยงาน ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น  โรงเรียนอนุบาลไทรงามจึงได้ใช้โมเดล “5C  ขยะไม่มี พัฒนาคนดี สังคมมีวินัย” ขึ้นเพื่อปลูกฝังคุณลักษณะ 5 ประการของโรงเรียนสุจริต ให้มีกระบวนการคิดที่ถูกต้องเหมาะสม ปลูกฝังคุณธรรมด้านความซื่อสัตย์สุจริต ความมีวินัย อยู่อย่างพอเพียง และมีจิตสาธารณะให้กับนักเรียน และยังส่งผลให้นักเรียนและบุคลากรคัดแยกขยะ รวมไปถึงยังสามารถรักษาสภาพแวดล้อมที่ดีโดย เริ่มกิจกรรมการคัดแยกขยะ ในห้องปฏิบัติการ ห้องพักครู  ห้องเรียน  ใช้สิ่งต่าง ๆ ให้คุ้มค่าที่สุด พร้อมทั้งรณรงค์ช่วยกันคัดแยกขยะให้เป็นนิสัย นอกจากช่วยลดปริมาณขยะลงได้แล้ว ยังช่วยลดปริมาณการใช้ทรัพยากร ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ด้วย   วัตถุประสงค์และเป้าหมายของผลงาน/นวัตกรรมการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) 2.1 วัตถุประสงค์ 2.1.1 เพื่อใช้โมเดล 5C  ขยะไม่มี พัฒนาคนดี สังคมมีวินัย ปลูกฝังคุณลักษณะ 5 ประการของโรงเรียนสุจริต ให้มีกระบวนการคิดที่ถูกต้องเหมาะสม ปลูกฝังคุณธรรมด้านความซื่อสัตย์สุจริต ความมีวินัย อยู่อย่างพอเพียง และมีจิตสาธารณะให้กับนักเรียน 2.1.2 เพื่อใช้โมเดล 5C  ขยะไม่มี พัฒนาคนดี สังคมมีวินัย ส่งเสริมให้นักเรียนเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อม 2.1.3 เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจในการจัดการขยะ รักษาสิ่งแวดล้อม สามารถเผยแพร่สู่ชุมชน สังคมและขยายเครือข่ายได้ - [เผยแพร่ผลงานวิชาการ  ](https://www.kruchiangrai.net/?p=36243): ชื่อเรื่อง       รูปแบบการบริหารโรงเรียนคุณธรรม ด้วยกระบวนการ SPDCA Model เพื่อพัฒนานักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านดง ผู้วิจัย          นายภาคิญ  ไชยวงค์     ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนบ้านดง  อำเภอพิชัย  จังหวัดอุตรดิตถ์ ปีการศึกษา   2566   บทคัดย่อ                การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาการเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านดง 2) เพื่อสร้างรูปแบบการบริหารโรงเรียนคุณธรรมเพื่อพัฒนานักเรียน โรงเรียนชุมชนบ้านดง 3. เพื่อทดลองใช้รูปแบบการบริหารโรงเรียนคุณธรรมเพื่อพัฒนานักเรียน โรงเรียนชุมชนบ้านดง 4. เพื่อประเมินรูปแบบการบริหารโรงเรียนคุณธรรมเพื่อพัฒนานักเรียน โรงเรียนชุมชนบ้านดงเก็บข้อมูลจากประชากร ได้แก่ ครูโรงเรียนชุมชนบ้านดง จำนวน 15 คน และบุคลากรอื่นๆโรงเรียนชุมชนบ้านดง จำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามแบบประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scale) ของลิเคอร์ท (Likert) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการหาค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (μ) และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (σ) ผลการวิจัย สรุปได้ดังนี้ ผลการศึกษาสภาพและปัญหาการเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านดง พบว่าสภาพการเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนปัญหาการเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน อยู่ในระดับมาก ผลการสร้างรูปแบบการบริหารโรงเรียนคุณธรรมเพื่อพัฒนานักเรียน โรงเรียนชุมชนบ้านดง พบว่ามีการดำเนินงาน 5 ขั้นตอน ด้วยกระบวนการ SPACD Model ประกอบด้วย 1) การวิเคราะห์สภาพบริบท (SWOT : S) เป็นการวิเคราะห์นโยบายด้านคุณธรรมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ปัญหาความต้องการของนักเรียนและชุมชน 2) การวางแผน (Plan : P) เป็นการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษา แผนปฏิบัติการประจำปี การจัดโครงสร้างบุคลากร การแต่งตั้งคณะทำงาน การจัดเตรียมสื่อ วัสดุอุปกรณ์และอาคารสถานที่ 3) การปฏิบัติ (Do : D) เป็นการดำเนินงานตามแผน โดยการจัดกิจกรรมหลัก 8 กิจกรรม คือ กิจกรรมคุณธรรมในยามเช้า การเข้าค่ายคุณธรรมนำวิถี สร้างครอบครัวคุณธรรมนำชีวี  ตั้งชมรม TO BE NUMBER ONE  บ่มเพาะคุณธรรมประจำสัปดาห์  บูรณาคุณธรรมอย่างสร้างสรรค์  บ้านดงคนดีวิถีพอเพียงประจำวัน  สานสัมพันธ์สร้างเครือข่ายความร่วมมือ  4) การติดตามประเมินผล (Check : C) เป็นการนิเทศติดตามการดำเนินงาน การประเมินผลเป็นระยะทั้งก่อนการดำเนินงาน ระหว่างการดำเนินงานและหลังเสร็จสิ้นการดำเนินงาน 5) การปรับปรุงพัฒนา (Act : A) เป็นการนำผลการประเมินมาสรุปโดยการจัดประชุม PLC การแก้ไขปรับปรุงในส่วนที่บกพร่องมีปัญหา การพัฒนาในส่วนที่ดี การรายงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ผลการทดลองใช้รูปแบบการบริหารโรงเรียนคุณธรรมเพื่อพัฒนานักเรียน โรงเรียนชุมชนบ้านดง พบว่า ครูมีความเห็นว่าสามารถปฏิบัติตามรูปแบบฯได้ อยู่ในระดับมาก และผ่านเกณฑ์ที่กำหนด   ผลการประเมินรูปแบบการบริหารโรงเรียนคุณธรรมเพื่อพัฒนานักเรียน โรงเรียนชุมชนบ้านดง พบว่า 1) ผลการเปรียบเทียบร้อยละของผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานได้แก่ รักชาติศาสน์กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย และมีจิตสาธารณะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนบ้านดง ก่อนและหลังทดลองใช้รูปแบบการบริหารโรงเรียนคุณธรรมเพื่อพัฒนานักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านดง พบว่าคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนทุกข้อ ในปีการศึกษา 2566 สูงกว่าในปีการศึกษา 2565 2) ผลการเปรียบเทียบร้อยละของผลการประเมินคุณธรรมอัตลักษณ์ของโรงเรียน 5 ประการตามโครงการโรงเรียนคุณธรรม สพฐ. ได้แก่ ความพอเพียง ความกตัญญู  ความซื่อสัตย์สุจริต ความรับผิดชอบ และอุดมการณ์คุณธรรม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนบ้านดง ก่อนและหลังทดลองใช้รูปแบบการบริหารโรงเรียนคุณธรรมเพื่อพัฒนานักเรียน โรงเรียนชุมชนบ้านดง พบว่าคุณธรรม 5 ประการของนักเรียนทุกข้อ ในปีการศึกษา 2566 สูงกว่าในปีการศึกษา 2565 3) ผลการประเมินความพึงพอใจของครูที่มีต่อการปฏิบัติตามรูปแบบการบริหารโรงเรียนคุณธรรมเพื่อพัฒนานักเรียน โรงเรียนชุมชนบ้านดง อยู่ในระดับมาก และผ่านเกณฑ์ที่กำหนด - [การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้บนดิจิทัลแพลตฟอร์มตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ร่วมกับการ์ตูนแอนิเมชั่น ที่ส่งเสริมทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3](https://www.kruchiangrai.net/?p=36226): ปริชมน คงช่วย (2566) .การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้บนดิจิทัลแพลตฟอร์มตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ร่วมกับการ์ตูนแอนิเมชั่น ที่ส่งเสริมทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3. รายงานการวิจัยในชั้นเรียน โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์ สังกัด เทศบาลนครนครศรีธรรมราช อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช - [รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร โดยใช้การเรียนรู้ แบบร่วมมือเทคนิคกลุ่มเกมแข่งขัน (TGT) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3](https://www.kruchiangrai.net/?p=36211): ชื่อเรื่อง           รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะ เรื่อง  พื้นที่ผิวและปริมาตร  โดยใช้การเรียนรู้                     แบบร่วมมือเทคนิคกลุ่มเกมแข่งขัน  (TGT) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์                      ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3   ผู้วิจัย              ออรยา  คูณขุนทด ปีที่ทำการวิจัย   ปีการศึกษา  2566 บทคัดย่อ              การดำเนินการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อรายงานแบบฝึกทักษะ เรื่อง  พื้นที่ผิว และปริมาตร โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคกลุ่มเกมแข่งขัน  (TGT) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80                            2.  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังการเรียน ด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่อง  พื้นที่ผิวและปริมาตร  โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคกลุ่มเกมแข่งขัน (TGT)  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่อง  พื้นที่ผิวและปริมาตรโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคกลุ่มเกมแข่งขัน (TGT) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มเป้าหมาย  ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3 โรงเรียนบ้านคลองเจริญ  สังกัดสำนักงาน  เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 1 ภาคเรียนที่  2 ปีการศึกษา  2566  จำนวน  20  คน               เครื่องมือที่ใช้  ได้แก่ 1. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  เป็นแบบปรนัย  มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.60 - 1.00  ค่าความยากง่าย 0.23-0.77  ค่าอำนาจจำแนก 0.23-0.62 และค่าความเชื่อมั่น 0.88    2. แบบประเมินแบบฝึกทักษะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า  5 ระดับ  มีค่าดัชนีความสอดคล้อง  0.60 - 1.00    3. แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้  แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง  0.60 - 1.00  4.  แบบฝึกทักษะ จำนวน 5 ชุด มีระดับความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 5. แผนการจัดการเรียนรู้  มีระดับคุณภาพโดยรวม อยู่ในระดับมาก  6. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ    มีดัชนีความสอดคล้อง 0.60 – 1.00  ค่าอำนาจจำแนก 0.26 – 0.92  และค่าความเชื่อมั่น 0.95             การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  ดัชนีความสอดคล้อง ค่าความยากง่าย  ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่น  การหาค่าประสิทธิภาพ  และการทดสอบค่าที          ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร โดยใช้การเรียนรู้  แบบร่วมมือเทคนิคกลุ่มเกมแข่งขัน (TGT)   กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ที่พัฒนาขึ้นมีค่าเท่ากับ 88.65/85.17 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร  โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคกลุ่มเกมแข่งขัน (TGT)   กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร โดยใช้การเรียนรู้ แบบร่วมมือเทคนิคกลุ่มเกมแข่งขัน (TGT)   กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด - [การพัฒนาหนังสือภาพคำกลอน เกมและสื่อภาษาสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมทักษะทางภาษาสำหรับเด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 3](https://www.kruchiangrai.net/?p=36210):   - [การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ผสมผสานแบบยืดหยุ่น เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ](https://www.kruchiangrai.net/?p=36172): ชื่อเรื่อง : การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ผสมผสานแบบยืดหยุ่น เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศผู้วิจัย : นายชาตรี มูลชาติ ปีที่ศึกษา : 2566 บทคัดย่อการวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ผสมผสานแบบยืดหยุ่น เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยโดยมีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาสภาพ ปัญหา และแนวทางการจัดการเรียนการสอนรายวิชาการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ ของนักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ 2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ผสมผสานแบบยืดหยุ่น เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 รายวิชาการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ ของนักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ 3) ศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ผสมผสานแบบยืดหยุ่น เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 รายวิชาการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ ของนักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ และ 4) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ผสมผสานแบบยืดหยุ่น เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 รายวิชาการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ ของนักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยได้นำแนวคิด หลักการร่วมกับกระบวนการดำเนินงานเชิงระบบ ที่ประกอบด้วยขั้นตอนการดำเนินการวิจัย 5 ขั้นตอน ภายใต้ขอบเขตการวิจัยที่ประกอบด้วย วัตถุประสงค์ ขั้นตอนการศึกษา กลุ่มเป้าหมาย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย วิธีสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย มีขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นการวิเคราะห์ (Analysis) ศึกษาสภาพ ปัญหา และแนวทางการจัดการเรียนการสอนรายวิชาการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ 2) ขั้นการออกแบบ (Design) ร่างรูปแบบการจัดการเรียนรู้ผสมผสานแบบยืดหยุ่น เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ประเมินรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 7 คน 3) ขั้นการพัฒนา (Development) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ ประเมินกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มเป้าหมายนักศึกษาที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน เป็นนักศึกษาที่เรียนรายวิชาการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ ปีการศึกษา 2565 4) ขั้นการทดลองใช้ (Implementation) จัดกิจกรรมตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาที่เรียนรายวิชาการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ ปีการศึกษา 2566 จำนวน 27 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 5) ขั้นการประเมินผล (Evaluation) วิเคราะห์ประสิทธิภาพของรูปแบบ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ดัชนีประสิทธิผล วิเคราะห์ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และวิเคราะห์ความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ได้แก่ สถิติพื้นฐาน ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test (dependent)ผลการวิจัยพบว่า1. สภาพการจัดการเรียนการสอน อยู่ในระดับมากทุกด้าน คือ ด้านการวางแผนและการออกแบบการเรียนการสอน ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านสื่อและแหล่งการเรียนรู้ และด้านการวัดและประเมินผลปัญหาการจัดการเรียนการสอน อยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน คือ ด้านการวางแผนและการออกแบบการเรียนการสอน ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านสื่อและแหล่งการเรียนรู้ และด้านการวัดและประเมินผลแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน อยู่ในระดับมากที่สุด คือ ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านสื่อและแหล่งการเรียนรู้ และด้านการวัดและประเมินผล ส่วนด้านที่อยู่ในระดับมาก คือ ด้านการวางแผนและออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน2. รูปแบบการจัดการเรียนรู้ผสมผสานแบบยืดหยุ่น เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) เนื้อหา 4) กิจกรรมการเรียนการสอน และ 5) การวัดและประเมินผล มี 5 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นเตรียมการ 2) ขั้นสอน 3) ขั้นกิจกรรม 4) ขั้นตรวจสอบ และ 5) ขั้นสรุปประเมินผล ด้านความเหมาะสมของรูปแบบการเรียนการสอนอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.27 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.583. ผลการทดลองใช้รูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น พบว่า ประสิทธิภาพรูปแบบการจัดการเรียนรู้ผสมผสานแบบยืดหยุ่น เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 83.97/82.65 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80, ±2.5 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาที่เรียนตามรูปแบบการเรียนการสอนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และทักษะแห่งศรรตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาที่เรียนตามรูปแบบการเรียนการสอนอยู่ในระดับมาก อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .014. ผลการประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนการสอน พบว่า ความพึงพอใจของนักศึกษาที่ได้รับการสอนตามรูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น มีความพึงพอใจในภาพรวมทุกด้าน อยู่ในระดับพึงพอใจมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.37 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.78 และมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.76 ซึ่งมากกว่า 0.50 ขึ้นไป จึงเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด - [“คนดีศรีห้วยโป้ โดยใช้รูปแบบ SU CI PU LI MODEL”](https://www.kruchiangrai.net/?p=36137):   ส่วนที่สองคือ ลำต้น เป็นผลจากจิตลักษณะพื้นฐานที่ราก ประกอบด้วยจิตลักษณะ 5 ประการ ได้แก่ - [การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้บูรณาการแบบ STEAM ร่วมกับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง เพื่อส่งเสริมทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางเทคโนโลยี วิชาเครื่องขยายเสียง เรื่อง Bluetooth Speaker จากวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5](https://www.kruchiangrai.net/?p=36136): หัวข้อการศึกษา           การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้บูรณาการแบบ STEAM ร่วมกับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง เพื่อส่งเสริมทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางเทคโนโลยี วิชาเครื่องขยายเสียง เรื่อง  Bluetooth Speaker จากวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้ศึกษา                  นายกรพิสิษฐ์  พุดแดง ตำแหน่ง                  ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ ปีการศึกษา                  2566     บทคัดย่อ                       การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย คือ 1) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน                         2) เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบการเรียนรู้  3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการเรียนรู้ และ                             4) เพื่อประเมินผลประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนรู้  การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D)  โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) แบ่งขั้นตอนการวิจัยเป็น 4 ขั้นตอนดังนี้ 1) Research (R1) ศึกษาและวิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวกับการสอน วิธีเรียนรู้ ความคิดเห็น การประเมินผล                   2) Development (D1) ออกแบบและพัฒนารูปแบบ คู่มือการใช้รูปแบบ หน่วยและแผนการจัดการเรียนรู้แบบบันทึกการสร้างนวัตกรรม แบบประเมินทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม และแบบสอบถามความคิดเห็น ประเมินประสิทธิภาพด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (Focus Group Discussion : FGD) 3) Research (R2) การนำรูปแบบไปทดลองใช้ (Implementation) และ 4) Development (D2) นำรูปแบบการเรียนรู้ไปใช้จริงและประเมินผลประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนรู้กับกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2566 จำนวน 24 คน  ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) ใช้ระยะในการทดลองสอนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ รวมทั้งสิ้น 40  ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) คู่มือรูปแบบการจัดการเรียนรู้ 2) แผนการจัดการเรียนรู้ 3) แบบประเมินทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม   และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ จำนวน 30 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ค่าเฉลี่ย () ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที                 แบบกลุ่มตัวอย่างไม่อิสระ ค่าดัชนีประสิทธิผล และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis)                     ผลการศึกษาพบว่า ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ การสนทนากลุ่ม พบว่า มีสาเหตุมาจาก 3 ประการดังนี้ 1) ด้านบุคลากรครูได้รับการพัฒนาเพื่อให้เกิดความรู้และทักษะงานอาชีพในระดับน้อย 2) ด้านกระบวนการจัดการเรียนการสอน พบว่าในหลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติมที่ส่งเสริมทักษะงานอาชีพต่างๆ ยังไม่ต่อเนื่องและไม่มีประสิทธิภาพ 3) ด้านนักเรียนไม่สามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ในหลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติมไปพัฒนาสร้างนวัตกรรมนำไปใช้สร้างอาชีพได้จริง ผลการสร้างและพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ พบว่า 2.1) ได้รูปแบบการเรียนรู้บูรณาการแบบ STEAM ร่วมกับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเพื่อส่งเสริมทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางเทคโนโลยี วิชาเครื่องขยายเสียง เรื่อง  Bluetooth Speaker จากวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีองค์ประกอบประกอบด้วย องค์ประกอบ 3 องค์ประกอบ คือองค์ประกอบด้านหลักการและวัตถุประสงค์องค์ประกอบด้านกระบวนการและองค์ประกอบด้านเงื่อนไข  และได้กระบวนการขั้นตอนการจัดการเรียนรู้  5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นกระตุ้นความสนใจ 2) ขั้นสำรวจและค้นหา 3) ขั้นอภิปรายและลงข้อสรุป 4) ขั้นสร้างสรรค์ผลผลิตของความเข้าใจ และ 5) ขั้นสะท้อนผลผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้  และ 2.2) ผลการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้บูรณาการแบบ STEAM  พบว่า การทดลองแบบรายบุคคล  มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 90.56/85.56  การทดลองแบบกลุ่มเล็กมีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 89.72/72.78 และการทดลองแบบภาคสนาม  มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 90.88/84.44   ผลการทดลองใช้รูปแบบการเรียนรู้บูรณาการแบบ STEAM ร่วมกับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเพื่อส่งเสริมทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางเทคโนโลยี วิชาเครื่องขยายเสียง เรื่อง Bluetooth Speaker จากวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่น  พบว่า   3.1)  รูปแบบการเรียนรู้จากการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างมีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 85.10/83.89  3.2)  ดัชนีประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนรู้  มีค่าเท่ากับ 0.68 ซึ่งหมายความว่านักเรียนที่ได้เรียนรู้ด้วยรูปแบบ มีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้น 0.68  หรือ คิดเป็นร้อยละ 68.00     ผลการประเมินผลรูปแบบการเรียนรู้บูรณาการแบบ STEAM ร่วมกับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง เพื่อส่งเสริมทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางเทคโนโลยี วิชาเครื่องขยายเสียง เรื่อง Bluetooth Speaker จากวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่น พบว่า 4.1) หลังใช้รูปแบบนักเรียนมีทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางเทคโนโลยี วิชาเครื่องขยายเสียง เรื่อง  Bluetooth Speaker จากวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่น หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05   และ 4.2) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบการเรียนรู้บูรณาการแบบ STEAM ร่วมกับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ภาพรวมอยู่ในระดับมาก       - [การจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain Based Learning) ร่วมกับนิทาน เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สำหรับเด็กชั้นอนุบาล 3](https://www.kruchiangrai.net/?p=36023): ชื่อการศึกษาค้นคว้า : การจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain Based Learning) ร่วมกับนิทาน เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สำหรับเด็กชั้นอนุบาล 3   ผู้ศึกษาค้นคว้า : นางสาวเดือน พรไธสง ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเทศบาล 3 (โศภนพิทยาคุณานุสรณ์)   ปีที่ศึกษาค้นคว้า : 2565 การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain Based Learning) ร่วมกับนิทานเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 ตามเกณฑ์ 80/80 และ 2) หาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain Based Learning) ร่วมกับนิทาน เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการศึกษา ได้แก่ เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3/3 โรงเรียนเทศบาล ๓ (โศภนพิทยาคุณานุสรณ์) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 32 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มี 3 ชนิด ได้แก่ 1) หนังสือนิทานเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวน 4 เรื่อง ได้แก่ เรื่องที่ 1 ของขวัญสองสิ่ง เรื่องที่ 2 ของสามสิ่ง เรื่องที่ 3 หมู่บ้านของผม และเรื่องที่ 4 ผักกาดยักษ์ 2) แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain Based Learning) เพื่อพัฒนาทักษะด้านคณิตศาสตร์ จำนวน 24 แผน ทำการสอนสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 40 นาที ขณะจัดกิจกรรมการเรียนการสอนนําแบบสังเกตพฤติกรรมประเมินนักเรียนเป็นระยะ และเมื่อจัดการเรียนการสอนเสร็จสิ้นในแต่ละแผน ก็จะทดสอบนักเรียนด้วยแบบทดสอบย่อย 3) แบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานคณิตศาสตร์ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ มีค่าความยากง่ายรายข้อ ตั้งแต่ 0.44 ถึง 0.69 และมีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.38 ถึง 0.63 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.79 ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้ 1. แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้สมอง เป็นฐาน (Brain Based Learning) ร่วมกับนิทาน เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 83.24/84.69 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้สมอง เป็นฐาน (Brain Based Learning) ร่วมกับนิทาน เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 เท่ากับ 0.62 แสดงว่า เด็กมีความก้าวหน้าทางการเรียนร้อยละ 62 - [การพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA MODEL ร่วมกับเทคนิค KWDL ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5](https://www.kruchiangrai.net/?p=35787):                                                                             บทคัดย่อ                การทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) เพื่อพัฒนากิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA MODEL ร่วมกับเทคนิค KWDL เรื่อง ร้อยละ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ (75/75) 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA MODEL ร่วมกับเทคนิค KWD ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการเรียน เรื่อง ร้อยละด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA MODEL ร่วมกับเทคนิค KWDL  กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/7 โรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญา ในพระอุปถัมภ์ฯ ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 50 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple  Random  Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่มเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1) แผนจัดการเรียนรู้ในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA MODEL ร่วมกับเทคนิค KWDLเรื่อง ร้อยละ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 12 แผน จำนวน 12 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แบบอัตนัย จำนวน 3 ข้อ 30 คะแนน และ        3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA MODEL ร่วมกับเทคนิค KWDL แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย  ค่าร้อยละส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติ (t-test) ผลการศึกษา พบว่า การจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA MODEL ร่วมกับเทคนิค KWDL เรื่อง ร้อยละ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ (E1/E2) มีค่าเท่ากับ 81.12/80.07 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ที่กำหนดไว้ นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA MODEL ร่วมกับเทคนิค KWD มีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 24.02 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.30 คิดเป็นร้อยละ 80.07 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA MODEL ร่วมกับเทคนิค KWDL โดยรวมอยู่ในระดับมาก (= 4.46, S.D = 0.41) - [การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HEARTS  MODEL ของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา](https://www.kruchiangrai.net/?p=35772): การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาระบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา 2) สร้างรูปแบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HEARTS MODEL ของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา 3) ทดลองใช้รูปแบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HEARTS MODELของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา 4) เพื่อประเมินและปรับปรุงรูปแบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HEARTS MODEL ของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดาปีการศึกษา 2565 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบสอบถามความต้องการจำเป็นในการดำเนินการตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา 2) แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HEARTS MODEL ของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา 3) แบบสอบถามความพึงพอใจการใช้รูปแบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HEARTS MODEL ของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา และ 4) แบบประเมินรูปแบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HEARTS MODEL ของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา           ผลการวิจัยพบว่า 1) จากการศึกษาสภาพและปัญหาระบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน พบว่า โรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดามีความต้องการจำเป็นด้านการส่งเสริมพัฒนานักเรียนสูงที่สุด สิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนเพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพนักเรียนของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา คือ การจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนานักเรียนให้มีความหลากหลาย ตรงกับความต้องการของนักเรียน และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้นักเรียนได้พัฒนาความรู้ ความสามารถและทักษะต่างๆได้เต็มตามศักยภาพของนักเรียน 2) รูปแบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HEARTS MODEL ของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา คือการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล การคัดกรองนักเรียน การส่งเสริมพัฒนานักเรียนโดยใช้กิจกรรมทั้ง 7 กิจกรรม การป้องกัน ช่วยเหลือ แก้ไข และการส่งต่อ 3) ผู้บริหาร หัวหน้าระดับ ครูที่ปรึกษาและครูผู้รับผิดชอบกิจกรรมมีความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HEARTS MODEL ของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา โดยรวมอยู่ระดับ มาก ( x= 4.43) และ 4) ประเมินรูปแบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HEARTS MODELของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา พบว่า ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีต่อรูปแบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HEARTS MODEL ของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( x= 4.25)   คำสำคัญ :  การบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน, ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน, Hearts model - [การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HEARTS  MODEL ของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา](https://www.kruchiangrai.net/?p=35771): การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HEARTS  MODEL ของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาระบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา 2) สร้างรูปแบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HEARTS MODEL ของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา 3) ทดลองใช้รูปแบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HEARTS MODELของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา 4) เพื่อประเมินและปรับปรุงรูปแบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HEARTS MODEL ของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดาปีการศึกษา 2565 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบสอบถามความต้องการจำเป็นในการดำเนินการตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา 2) แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HEARTS MODEL ของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา                  3) แบบสอบถามความพึงพอใจการใช้รูปแบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HEARTS MODEL ของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา และ 4) แบบประเมินรูปแบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HEARTS MODEL ของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา           ผลการวิจัยพบว่า 1) จากการศึกษาสภาพและปัญหาระบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน พบว่า โรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดามีความต้องการจำเป็นด้านการส่งเสริมพัฒนานักเรียนสูงที่สุด สิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนเพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพนักเรียนของโรงเรียนดอนเมือง  จาตุรจินดา คือ การจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนานักเรียนให้มีความหลากหลาย ตรงกับความต้องการของนักเรียน และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้นักเรียนได้พัฒนาความรู้ ความสามารถและทักษะต่างๆได้เต็มตามศักยภาพของนักเรียน 2) รูปแบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HEARTS MODEL ของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา คือการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล การคัดกรองนักเรียน การส่งเสริมพัฒนานักเรียนโดยใช้กิจกรรมทั้ง 7 กิจกรรม การป้องกัน ช่วยเหลือ แก้ไข และการส่งต่อ 3) ผู้บริหาร หัวหน้าระดับ ครูที่ปรึกษาและครูผู้รับผิดชอบกิจกรรม                มีความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HEARTS MODEL ของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา โดยรวมอยู่ระดับ มาก ( = 4.43) และ 4) ประเมินรูปแบบ                          การบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HEARTS MODELของโรงเรียนดอนเมืองจาตุร    จินดา พบว่า ผลกา การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาระบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา 2) สร้างรูปแบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HEARTS MODEL ของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา 3) ทดลองใช้รูปแบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HEARTS MODELของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา 4) เพื่อประเมินและปรับปรุงรูปแบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HEARTS MODEL ของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดาปีการศึกษา 2565 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบสอบถามความต้องการจำเป็นในการดำเนินการตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา 2) แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HEARTS MODEL ของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา                  3) แบบสอบถามความพึงพอใจการใช้รูปแบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HEARTS MODEL ของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา และ 4) แบบประเมินรูปแบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HEARTS MODEL ของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา           ผลการวิจัยพบว่า 1) จากการศึกษาสภาพและปัญหาระบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน พบว่า โรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดามีความต้องการจำเป็นด้านการส่งเสริมพัฒนานักเรียนสูงที่สุด สิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนเพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพนักเรียนของโรงเรียนดอนเมือง  จาตุรจินดา คือ การจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนานักเรียนให้มีความหลากหลาย ตรงกับความต้องการของนักเรียน และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้นักเรียนได้พัฒนาความรู้ ความสามารถและทักษะต่างๆได้เต็มตามศักยภาพของนักเรียน 2) รูปแบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HEARTS MODEL ของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา คือการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล การคัดกรองนักเรียน การส่งเสริมพัฒนานักเรียนโดยใช้กิจกรรมทั้ง 7 กิจกรรม การป้องกัน ช่วยเหลือ แก้ไข และการส่งต่อ 3) ผู้บริหาร หัวหน้าระดับ ครูที่ปรึกษาและครูผู้รับผิดชอบกิจกรรม                มีความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HEARTS MODEL ของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา โดยรวมอยู่ระดับ มาก ( = 4.43) และ 4) ประเมินรูปแบบ                          การบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HEARTS MODELของโรงเรียนดอนเมืองจาตุร    จินดา พบว่า ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีต่อรูปแบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HEARTS MODEL ของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( = 4.25)   คำสำคัญ :  การบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน, ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน, Hearts model รประเมินความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีต่อรูปแบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HEARTS MODEL ของโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( = 4.25)   คำสำคัญ :  การบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน, ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน, Hearts model - [การพัฒนากระบวนการนิเทศภายใน APDEF เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ของครูโรงเรียนอนุบาลด่านซ้าย](https://www.kruchiangrai.net/?p=35697): การพัฒนากระบวนการนิเทศภายใน APDEF เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ของครูโรงเรียนอนุบาลด่านซ้ายมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างกระบวนการนิเทศภายใน APDEF เพื่อเสริมสร้าง ความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนอนุบาลด่านซ้าย 2) เพื่อศึกษาผลการใช้กระบวนการ นิเทศภายใน APDEF เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนอนุบาลด่านซ้าย และ 3) เพื่อประเมินกระบวนการนิเทศภายใน APDEF เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ของครูโรงเรียนอนุบาลด่านซ้าย วิธีดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 ขั้น คือ ขั้นที่ 1 เป็นการสร้างกระบวนการ นิเทศ กลุ่มตัวอย่างเป็นครูและบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนอนุบาลด่านซ้าย ปีการศึกษา 2564 จำนวน 44 คน ขั้นที่ 2 เป็นการศึกษาผลการใช้กระบวนการนิเทศ และขั้นที่ 3 การประเมินกระบวนการ นิเทศ กลุ่มตัวอย่างเป็นครูและบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนอนุบาลด่านซ้าย ในปีการศึกษา 2565- 2566 จำนวน 42 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามสภาพปัญหาและความต้องการ ในการพัฒนากระบวนการนิเทศเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู แบบประเมิน คุณภาพกระบวนการนิเทศ แบบทดสอบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก แบบประเมิน ความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก แบบประเมินสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน และแบบสอบถาม ความคิดเห็นของครูที่มีต่อกระบวนการนิเทศภายใน APDEF เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการจัดการ เรียนรู้เชิงรุกของครู การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที สรุปผลการวิจัย 1. ผลการสร้างกระบวนการนิเทศภายใน APDEF เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการจัดการ เรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนอนุบาลด่านซ้าย 1.1 สภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนากระบวนการนิเทศภายในเพื่อ เสริมสร้างความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนอนุบาลด่านซ้ายโดยภาพรวมอยู่ใน ระดับมากที่สุด ประเด็นที่มีสภาพปัญหาและความต้องการมากที่สุด ได้แก่ ครูจำเป็นต้องได้รับการชี้แนะ แนะนำในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก รองลงมา ได้แก่ ตามบริบทและสภาพการจัดการศึกษา ของโรงเรียนมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการนิเทศภายในที่มีประสิทธิภาพ และการนิเทศภายในทำให้ครู ปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนให้ทันต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น 1.2 กระบวนการนิเทศภายใน APDEF เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการจัดการ เรียนรู้เชิงรุกของครู ประกอบด้วย 5 ขั้น ได้แก่ ขั้นที่ 1 การวิเคราะห์สภาพปัจจุบันปัญหาและความ ต้องการ (A-Analysis) ขั้นที่ 2 การวางแผนการนิเทศ (P-Plan) ขั้นที่ 3 การปฏิบัติการนิเทศ (D-Do) ขั้นที่ 4 การประเมินผลการนิเทศ (E-Evaluation) และขั้นที่ 5 การประชุมให้ข้อมูลย้อนกลับ (F-Feedback Conference) 1.3 ผลการประเมินคุณภาพกระบวนการนิเทศภายใน APDEF เพื่อเสริมสร้าง ความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนอนุบาลด่านซ้าย ด้านความเหมาะสม ความถูกต้อง ความเป็นประโยชน์และความเป็นไปได้ พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านความเหมาะสม ประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ กระบวนการนิเทศภายใน APDEF ในแต่ละขั้นสอดคล้องกับกิจกรรมการเสริมสร้างความสามารถ ในการจัดการเรียนรู้ของครู ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับกิจกรรมการนิเทศของกระบวนการนิเทศภายใน APDEF เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูมีความเหมาะสม รองลงมา ได้แก่ กระบวนการนิเทศภายใน APDEF มีความสอดคล้องเหมาะสมกับแนวคิดในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ในปัจจุบัน ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับมีการกำหนดขั้นตอนกระบวนการนิเทศภายใน APDEF อย่างเป็นระบบ ต่อเนื่องและสัมพันธ์กัน, คู่มือการนิเทศที่ใช้ประกอบกระบวนการนิเทศภายใน APDEF เพื่อเสริมสร้าง ความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูมีความชัดเจนเหมาะสม ด้านความถูกต้อง ประเด็นที่มี ค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ การออกแบบเครื่องมือวัดและประเมินศักยภาพการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู มีความถูกต้องตามหลักวิชา รองลงมา ได้แก่ กระบวนการนิเทศภายใน APDEF มีหลักการครบถ้วน ตามหลักวิชาที่จะส่งเสริมความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ มีการกำหนดวิธีการนิเทศในกระบวนการนิเทศภายใน APDEF ถูกต้องตามหลักการเสริมสร้าง ความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูสู่การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน, คู่มือการนิเทศที่ใช้ ประกอบในกระบวนการนิเทศภายใน APDEF เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ของครูมีความถูกต้องตามหลักวิชา และกิจกรรมการนิเทศที่ใช้ในกระบวนการนิเทศภายใน APDEF เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูมีความถูกต้องตามหลักวิชา ด้านความเป็นประโยชน์ ประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ คู่มือการนิเทศที่ใช้ประกอบในกระบวนการ นิเทศภายใน APDEF เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูเป็นประโยน์ต่อ การนำไปใช้ รองลงมา ได้แก่ กระบวนการนิเทศภายใน APDEF มีประโยชน์ในการเสริมสร้าง ความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูสู่การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับคู่มือ การนิเทศที่ใช้ในกระบวนการนิเทศภายใน APDEF เป็นประโยชน์ต่อการเสริมสร้างความสามารถในการ จัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู, ในการนำกระบวนการนิเทศภายใน APDEF ไปใช้ผู้เกี่ยวข้องมีโอกาส ให้ข้อมูลย้อนกลับที่เป็นประโยชน์ด้วยวิธีการและเครื่องมือที่หลากหลาย , มีการติดตามให้ข้อเสนอแนะ และให้ความช่วยเหลือกับผู้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่องทุกขั้นตอนของกระบวนการนิเทศภายใน APDEF ด้านความเป็นไปได้ ประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ กิจกรรมการนิเทศที่ใช้ในกระบวนการนิเทศ ภายใน APDEF เข้าใจง่ายสามารถนำไปปฏิบัติจริงเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ของครูได้เป็นอย่างดี รองลงมา ได้แก่ กระบวนการนิเทศภายใน APDEF ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ผู้นิเทศ สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างความสามารถในในการจัดการเรียนรู้ของครูได้จริง ซึ่งมีค่าเฉลี่ย เท่ากับคู่มือการนิเทศที่ใช้ในกระบวนการนิเทศภายใน APDEF เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการจัดการ เรียนรู้เชิงรุกของครูเข้าใจง่ายสามารถนำไปปฏิบัติการนิเทศได้จริง, ทุกขั้นตอนของกระบวนการนิเทศ ภายใน APDEF มีการวัดและประเมินผลความสำเร็จในเชิงประจักษ์จึงมีความเป็นไปได้ในการนำไป ปฏิบัติ และกระบวนการนิเทศภายใน APDEF มีขั้นตอนที่นำไปสู่การปฏิบัติจริงเพื่อเสริมสร้าง ความสามารถในการจัดการเรียนรู้ของครูอย่างชัดเจน 2. ผลการใช้กระบวนการนิเทศภายใน APDEF เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการจัดการ เรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนอนุบาลด่านซ้าย 2.1 ผลการเปรียบเทียบคะแนนพัฒนาของครู โ ดยพิจารณาจากคะแนนการทดสอบความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก จำนวน 30 ข้อ ของครูโรงเรียนอนุบาลด่านซ้าย จำนวน 42 คน พบว่า ก่อนการอบรมเชิงปฏิบัติการ มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 17.05 คิดเป็นร้อยละ 56.91 หลังการ อบรมเชิงปฏิบัติการ มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 24.95 คิดเป็นร้อยละ 83.17 และหากเปรียบเทียบคะแนน พัฒนาการ พบว่า หลังการอบรมมีคะแนนเพิ่มสูงขึ้น เท่ากับ 7.88 คิดเป็นร้อยละ 26.27 ซึ่งจากการ ทดสอบเปรียบเทียบคะแนนหลังการอบรมเชิงปฏิบัติการ พบว่า สูงกว่าก่อนการอบรมเชิงปฏิบัติการ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และจากการเปรียบเทียบคะแนนหลังการอบรมเชิงปฏิบัติการกับเกณฑ์ ร้อยละ 70 พบว่า คะแนนหลังการอบรมเชิงปฏิบัติการสูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 2.2 ผลการประเมินความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก โดยภาพรวมอยู่ในระดับ ดี และอยู่ในระดับดีทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ รองลงมา ได้แก่ การใช้และพัฒนาสื่อนวัตกรรมเทคโนโลยี การวิเคราะห์และพัฒนาหลักสูตร การวางแผน และออกแบบการจัดการเรียนรู้ และการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ตามลำดับ 1) ด้านการวิเคราะห์และพัฒนาหลักสูตร โดยภาพรวมอยู่ในระดับ ดี ประเด็นที่มี ค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ กำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ครอบคลุมทั้งด้านความรู้ ทักษะกระบวนการ คุณลักษณะและสมรรถนะ อยู่ในระดับดี รองลงมา ได้แก่ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัดและผลการเรียนรู้ มีความเหมาะสมสอดคล้องเชื่อมโยงกัน ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับกำหนดกรอบระยะเวลาในการจัดกิจกรรม การเรียนรู้เหมาะสมสอดคล้องกับเนื้อหาและกิจกรรม อยู่ในระดับดี และสาระสำคัญกับมาตรฐาน การเรียนรู้ ตัวชี้วัด และผลการเรียนรู้มีความสอดคล้องกัน อยู่ในระดับดี 2) ด้านการวางแผนและออกแบบการจัดการเรียนรู้ โดยภาพรวมอยู่ในระดับ ดี ประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนและเทคนิคการจัดการ เรียนรู้เชิงรุก อยู่ในระดับดี รองลงมา ได้แก่ กำหนดโครงสร้าง เป้าหมายการเรียนรู้ได้ชัดเจนครอบคลุม ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับแผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วนและมีความสอดคล้องสัมพันธ์ กันดี อยู่ในระดับดี และออกแบบกระบวนการเรียนรู้สอดคล้องกับเป้าหมายการเรียนรู้และสาระ การเรียนรู้ อยู่ในระดับดี 3) ด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก โดยภาพรวมอยู่ในระดับ ดี ประเด็นที่มีค่าเฉลี่ย มากที่สุด ได้แก่ สร้างบรรยากาศการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ อยู่ในระดับดี รองลงมา ได้แก่ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสรุปบทเรียนด้วยตนเองหรือด้วยกระบวนการกลุ่ม อยู่ในระดับดี และการนำเข้าสู่ บทเรียนเหมาะสมโดยมีการแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้และมีกิจกรรมเชื่อมโยงทบทวนความรู้เดิม ที่น่าสนใจ อยู่ในระดับดี 4) ด้านการใช้และพัฒนาสื่อนวัตกรรมเทคโนโลยี โดยภาพรวมอยู่ในระดับ ดี ประเด็น ที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ สื่อนวัตกรรมเทคโนโลยีที่นำมาใช้เป็นการส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอน กับผู้เรียน อยู่ในระดับดี รองลงมา ได้แก่ ใช้สื่อนวัตกรรมเทคโนโลยีสอดคล้องกับเนื้อหา ระดับชั้น และสาระการเรียนรู้ อยู่ในระดับดี และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนนำเสนอผลงานโดยใช้สื่อนวัตกรรมเทคโนโลยี ในรูปแบบต่าง ๆ อยู่ในระดับดี 5) ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ โดยภาพรวมอยู่ในระดับ ดี ประเด็นที่มี ค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ วัดประเมินผลด้วยรูปแบบและวิธีการที่หลากหลาย ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับกำหนด เกณฑ์การวัดประเมินผลหรือแนวทางการให้คะแนนที่ชัดเจน อยู่ในระดับดี รองลงมา ได้แก่ กำหนดการ วัดประเมินผลครอบคลุมผลการเรียนรู้ทุกด้าน อยู่ในระดับดี และการวัดประเมินผลสอดคล้องสัมพันธ์กับ การจัดการเรียนรู้ อยู่ในระดับดี 2.4 ผลการประเมินสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน โดยมีจำนวนผู้เรียนได้รับผลการประเมิน ในระดับคุณภาพ 3 (ดีมาก) จำแนกตามสมรรถนะสำคัญ ดังนี้ ความสามารถในการสื่อสาร จำนวน 728 คน คิดเป็นร้อยละ 73.98 ความสามารถในการคิด จำนวน 705 คน คิดเป็นร้อยละ 71.65 ความสามารถ ในการแก้ปัญหา จำนวน 719 คน คิดเป็นร้อยละ 73.07 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต จำนวน 746 คน คิดเป็นร้อยละ 75.81 และความสามารถในการใช้เทคโนโลยี จำนวน 734 คน คิดเป็นร้อยละ 74.59 3. ผลการประเมินกระบวนการนิเทศภายใน APDEF เพื่อเสริมสร้างความสามารถ ในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนอนุบาลด่านซ้าย ตามความคิดเห็นของครูโดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด และอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ การประชุม ให้ข้อมูลย้อนกลับ รองลงมา ได้แก่ การวิเคราะห์สภาพปัจจุบันปัญหาและความต้องการ การวางแผน การนิเทศซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับการปฏิบัติการนิเทศและการประเมินผลการนิเทศ ตามลำดับ 3.1 ด้านการวิเคราะห์สภาพปัจจุบันปัญหาและความต้องการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด ประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ มีการสำรวจความต้องการของครู/บุคลากรเพื่อกำหนด แนวทางการนิเทศภายในสถานศึกษา รองลงมา ได้แก่ มีการวิเคราะห์สภาพปัญหาและความต้องการ ของสถานศึกษาเพื่อออกแบบประเด็นการนิเทศภายในสถานศึกษาให้สอดคล้อง และสื่อสารในองค์กร โดยกำหนดเป้าหมายร่วมกันในการดําเนินงานนิเทศภายใน ตามลำดับ ซึง่ อยู่ในระดับมากที่สุด ทุกประเด็น 3.2 ด้านการวางแผนการนิเทศ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ประเด็นที่มีค่าเฉลี่ย มากที่สุด ได้แก่ การจัดทำแผนการนิเทศภายในสอดคล้องกับกิจกรรมการนิเทศ รองลงมา ได้แก่ กำหนด ประเด็นการนิเทศ เครื่องมือการนิเทศภายในและเกณฑ์การตัดสินผลการนิเทศภายในสถานศึกษา และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการนิเทศภายในสถานศึกษาและกำหนดบทบาทหน้าที่อย่างชัดเจน ตามลำดับ ซึง่ อยู่ในระดับมากที่สุดทุกประเด็น 3.3 ด้านการปฏิบัติการนิเทศ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ประเด็นที่มีค่าเฉลี่ย มากที่สุด ได้แก่ นิเทศภายในสถานศึกษาโดยการสังเกตการสอนในชั้นเรียนเพื่อประเมินด้านการจัดการ เรียนรู้เชิงรุก ด้านการใช้และพัฒนาสื่อนวัตกรรมเทคโนโลยี และด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ รองลงมา ได้แก่ สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการออกแบบและการจัดการเรียนรู้เชิงรุกให้กับครู/ บุคลากรทุกคนถือปฏิบัติ และนิเทศภายในสถานศึกษาโดยการพิจารณาตรวจสอบแผนการจัดการเรียนรู้ เชิงรุกของครู เพื่อประเมินด้านการวิเคราะห์และพัฒนาหลักสูตร ด้านการวางแผนและออกแบบ การจัดการเรียนรู้ ตามลำดับ ซึง่ อยู่ในระดับมากที่สุดทุกประเด็น 3.4 ด้านการประเมินผลการนิเทศ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ประเด็นที่มีค่าเฉลี่ย มากที่สุด ได้แก่ มีการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสังเกตการสอนเพื่อประเมินผลการนิเทศภายในสถานศึกษา รองลงมา ได้แก่ มีการนำเสนอผลการนิเทศภายในสถานศึกษาให้ผู้รับการนิเทศรับทราบทุกครั้ง และมีการบันทึกผลการนิเทศภายในสถานศึกษาและข้อเสนอแนะสำหรับผู้รับการนิเทศรายบุคคล ตามลำดับ ซึง่ อยู่ในระดับมากที่สุดทุกประเด็น 3.5 ด้านการประชุมให้ข้อมูลย้อนกลับ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ประเด็นที่มี ค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ มีการนัดหมายเพื่อติดตามผลการพัฒนาปรับปรุงการปฏิบัติงาน รองลงมา ได้แก่ นิเทศภายในสถานศึกษาโดยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และให้ข้อเสนอแนะในเชิงวิชาการ อย่างสร้างสรรค์ และมีการสะท้อนผลการนิเทศระหว่างผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศเพื่อนำผลไปพัฒนาปรับปรุง ตามลำดับ ซึง่ อยู่ในระดับมากที่สุดทุกประเด็น - [   รูปแบบการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาเพื่อสร้างเสริมสมรรถนะ      ด้านทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาส](https://www.kruchiangrai.net/?p=35380): บทคัดย่อ ชื่อผลงานวิจัย             รูปแบบการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาเพื่อสร้างเสริมสมรรถนะ      ด้านทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 ชื่อผู้วิจัย                    ดร.เมตตา  แสวงลาภ ปีที่วิจัยแล้วเสร็จ          ปี พ.ศ. 2567                   การวิจัยเรื่อง  รูปแบบการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาเพื่อสร้างเสริมสมรรถนะด้านทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการในการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาเพื่อสร้างเสริมสมรรถนะด้านทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา 2) เพื่อสร้างรูปแบบการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาเพื่อสร้างเสริมสมรรถนะด้านทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา               3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาเพื่อสร้างเสริมสมรรถนะด้านทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา และ 4) เพื่อประเมินผลการใช้รูปแบบการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาเพื่อสร้างเสริมสมรรถนะด้านทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed-Methods ) ระหว่างการวิจัยในเชิงปริมาณ (Quantitative Approach)และเชิงคุณภาพ (Qualitative Approach)  มีขั้นตอนการดำเนินการวิจัย 4 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1  ศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการในการสร้างเสริมสมรรถนะด้านทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ขั้นตอนที่ 2  การสร้างรูปแบบการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาเพื่อสร้างเสริมสมรรถนะด้านทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ขั้นตอนที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาเพื่อสร้างเสริมสมรรถนะด้านทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา  ขั้นตอนที่ 4  การประเมินผลการใช้รูปแบบการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาเพื่อสร้างเสริมสมรรถนะด้านทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูฝ่ายวิชาการ ครูฝ่ายแนะแนว  ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า  (Rating Scale) 5 ระดับตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert scale)  ประเด็นสนทนากลุ่ม ประเด็นการประชุมเชิงปฏิบัติการ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  ค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น และข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis)   ผลการวิจัยพบว่า   รูปแบบการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาเพื่อสร้างเสริมสมรรถนะด้านทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 พบว่า สภาพการบริหารสถานศึกษามีค่าระหว่างปานกลางถึงน้อย โดยในภาพรวมอยู่ในระดับน้อย( = 2.46,  = 0.75)  สภาพการจัดการเรียนรู้มีค่าระหว่างปานกลางถึงน้อยที่สุด โดยในภาพรวมอยู่ในระดับน้อย   ( = 2.38,  = 0.73) และสภาพปัจจุบันและความต้องการในการสร้างเสริมสมรรถนะด้านทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาก่อนการพัฒนา  พบว่า ค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นสูงทั้ง 6 สมรรถนะ 2. ผลการสร้างรูปแบบการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาเพื่อสร้างเสริมสมรรถนะด้านทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 พบว่า ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. หลักการและเหตุผล 2. วัตถุประสงค์ 3. รูปแบบการพัฒนาการบริหารสถานสถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะด้านทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการของนักเรียน 4. วิธีดำเนินการตามรูปแบบฯ  และ 5. การกำกับติดตามและประเมินผล   ผลการทดลองใช้รูปแบบการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาเพื่อสร้างเสริมสมรรถนะด้านทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 พบว่าอยู่ในระดับการปฏิบัติมากที่สุด( = 4.63,  = 0.48)  ผลการประเมินผลการใช้รูปแบบการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาเพื่อสร้างเสริมสมรรถนะด้านทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 ด้านความเป็นประโยชน์(Utility Standards) ด้านความเป็นไปได้ (Feasibility Standards) ด้านความเหมาะสม (Propriety Standards)  และด้านความถูกต้องครอบคลุม (Accuracy Standards) พบทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด   คำสำคัญ :  รูปแบบการพัฒนาการบริหารสถานศึกษา , สมรรถนะด้านทักษะอาชีพและการเป็น                ผู้ประกอบการ ,โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา   - [รายงานผลการประเมินโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย โรงเรียนบ้านแม่พลู](https://www.kruchiangrai.net/?p=35349): บทคัดย่อ     การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย โรงเรียน               บ้านแม่พลู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 โดยการประยุกต์ใช้รูปแบบ CIPP Model ซึ่งแบ่งการประเมินออกเป็น 4 ด้านดังนี้ การประเมินด้านบริบท (Context Evaluation) การประเมินด้านปัจจัยนำเข้า (Input Evaluation) การประเมินด้านกระบวนการ (Process Evaluation) และการประเมินด้านผลผลิต (Product Evaluation) ประชากรที่ใช้ในการประเมิน คือ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย โรงเรียนบ้านแม่พลู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ได้แก่ คณะครู บุคลากรทางการศึกษาและคณะกรรมการสถานศึกษา (ยกเว้นผู้บริหารสถานศึกษาและตัวแทนครู) นักเรียน และผู้ปกครองนักเรียน ปีการศึกษา 2564 รวมจำนวนประชากรทั้งสิ้น จำนวน 1,320คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมิน คือ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย โรงเรียนบ้านแม่พลู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ได้แก่ คณะครู บุคลากรทางการศึกษาและคณะกรรมการสถานศึกษาจำนวน 30 คน นักเรียนประถมศึกษาปี              ที่ 4 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 134 คน ผู้ปกครองนักเรียนจำนวน 134 คน รวมกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น จำนวน 298 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตารางเครจซี่และมอร์แกน ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random sampling)   ผลการศึกษาพบว่า ผลการประเมินโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย โรงเรียนบ้านแม่พลู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ประเมินโดยคณะครู บุคลากรทางการศึกษาและคณะกรรมการสถานศึกษา ภาพรวม มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าด้านที่มีระดับความคิดเห็นสูงสุด ได้แก่ ด้านบริบท (Context Evaluation) มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก รองลงมาได้แก่ ด้านกระบวนการ (Process Evaluation) มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก และด้านที่มีระดับความคิดเห็นต่ำสุด ได้แก่ ด้านปัจจัยนำเข้า (Input Evaluation) มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ทุกด้านมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก และผ่านเกณฑ์การประเมิน                 1.1 ผลการประเมินโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย โรงเรียนบ้านแม่พลู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ด้านบริบท ภาพรวม มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่าข้อที่มีระดับความคิดเห็นสูงสุด ได้แก่ โครงการบูรณาการเข้ากับ 6 กิจกรรมหลักประจำวันได้เหมาะสม รองลงมา ได้แก่ โครงการสามารถนำสู่การปฏิบัติได้จริง และระดับความคิดเห็นเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ โครงการมีวัตถุประสงค์ เป้าหมายที่ชัดเจน เหมาะสม   ทุกข้อมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก และผ่านเกณฑ์การประเมิน              1.2 ผลการประเมินโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย โรงเรียนบ้านแม่พลู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ด้านปัจจัยนำเข้า ภาพรวม มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่าข้อที่มีระดับความคิดเห็นสูงสุด ได้แก่ มีครูผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างมีคุณภาพ รองลงมา ได้แก่ เนื้อหาและช่วงเวลาในการจัดกิจกรรมเหมาะสม และระดับความคิดเห็นเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ ครูผู้สอนประชาสัมพันธ์โครงการให้ผู้เกี่ยวข้องรับทราบด้วยวิธีการที่หลากหลาย ทุกข้อมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก                              และผ่านเกณฑ์การประเมิน                 1.3 ผลการประเมินโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย โรงเรียนบ้านแม่พลู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ด้านกระบวนการ ภาพรวม มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่าข้อที่มีระดับความคิดเห็นสูงสุด ได้แก่ เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง               มีส่วนร่วมในการพัฒนาส่งเสริมและเรียนรู้ร่วมกัน รองลงมา ได้แก่ นำผลการประเมินสู่การปรับปรุงโครงการ และระดับความคิดเห็นเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ การบริหารจัดการโครงการมีความชัดเจน เป็นระบบ ทุกข้อมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก และผ่านเกณฑ์การประเมิน                 1.4 ผลการประเมินโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย โรงเรียนบ้านแม่พลู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ด้านผลผลิต ภาพรวม มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ข้อที่มีระดับความคิดเห็นสูงสุด ได้แก่ ผู้เรียนมีความพร้อมด้านการเคลื่อนไหวและการรับรู้ของประสาทสัมผัสทั้ง 5 รองลงมา ได้แก่ ผู้เรียนสื่อสารความคิดต่าง ๆ                   ทางวิทยาศาสตร์ออกมาเป็นถ้อยคำให้ผู้อื่นเข้าใจได้ และระดับความคิดเห็นเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ ผู้เรียน เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่นผ่านกิจกรรมโครงการได้เป็นอย่างดี ทุกข้อมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก และผ่านเกณฑ์การประเมิน             ตอนที่ 2 ผลการประเมินโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย โรงเรียนบ้านแม่พลู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ด้านผลผลิต ประเมินโดยนักเรียนและผู้ปกครองนักเรียน ภาพรวม มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ข้อที่มีระดับความคิดเห็นสูงสุด ได้แก่ การพัฒนานักเรียน ด้านการเรียนรู้ ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างมีคุณภาพ รองลงมา ได้แก่ การดำเนินงานตามโครงการ เป็นแบบอย่างขยายผลให้กับโรงเรียนอื่น ๆ ได้ และระดับความคิดเห็นเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ ความภาคภูมิใจในตราสัญลักษณ์พระราชทานที่ได้รับ ทุกข้อ                 มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก และผ่านเกณฑ์การประเมิน - [การวิจัยและพัฒนารูปแบบการเรียนรู้วรรณคดีไทยด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดร่วมกับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้](https://www.kruchiangrai.net/?p=35288): ชื่องานวิจัย   การวิจัยและพัฒนารูปแบบการเรียนรู้วรรณคดีไทยด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดร่วมกับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้วิจัย         กชกร ยอดยิ่ง สถานศึกษา  โรงเรียนพระตำหนักมหาราช ปีการศึกษา   2566   บทคัดย่อ         การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคในการสอนวรรณคดีไทย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) สร้างรูปแบบการเรียนรู้วรรณคดีไทยด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดร่วมกับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3) ทดลองใช้รูปแบบการเรียนรู้วรรณคดีไทยด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดร่วมกับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ 4) ประเมินผลรูปแบบการเรียนรู้วรรณคดีไทยด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดร่วมกับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนพระตำหนักมหาราช ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ 6 แผน แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อรูปแบบฯ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามแบบของลิเคอร์ท ซึ่งประกอบด้วยคำถามที่มีลักษณะการตอบแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยมีดังนี้ การวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคในการสอนวรรณคดีไทย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า ครูผู้สอนเน้นการสอนเนื้อหาและคำศัพท์มากกว่าการพัฒนาการคิดวิเคราะห์ การสร้างรูปแบบการเรียนรู้วรรณคดีไทยด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดร่วมกับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีชื่อว่า SP2SP Model ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นจุดประกาย (Sparkling: S) 2) ขั้นสหายคู่คิด (Pairing: P) 3) ขั้นสะกิดค้นคว้า (Searching: S) 4) ขั้นนำพาแบ่งปัน (Sharing: S) 5) ขั้นสร้างสรรค์นำเสนอ (Presenting: S) การทดลองใช้รูปแบบการเรียนรู้วรรณคดีไทยด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดร่วมกับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่าก่อนการทดลองมีคะแนนความสามารถการคิดวิเคราะห์เฉลี่ยเท่ากับ 18.50 คิดเป็นร้อยละ 61.67 หลังการทดลองมีคะแนนความสามารถการคิดวิเคราะห์เฉลี่ยเท่ากับ 24.44 คิดเป็นร้อยละ 81.46 การประเมินรูปแบบการเรียนรู้วรรณคดีไทยด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดร่วมกับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า            4.1  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้วรรณคดีไทยด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดร่วมกับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างการคิดวิเคราะห์ มีคะแนนความสามารถการคิดวิเคราะห์หลังการใช้รูปแบบสูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05             4.2 ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อรูปแบบการเรียนรู้วรรณคดีไทยด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดร่วมกับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างการคิดวิเคราะห์ ในภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก อันดับแรก รูปแบบการเรียนรู้วรรณคดีไทยด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดร่วมกับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างการคิดวิเคราะห์ทำให้นักเรียนพิจารณา แยกแยะเรื่องราว/สถานการณ์ต่าง ๆ ของวรรณคดีได้ชัดเจน และมีเหตุผลเพิ่มขึ้น รูปแบบการเรียนรู้วรรณคดีไทยด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดร่วมกับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ นักเรียนสามารถฝึกทักษะการปฏิบัติการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ และกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดช่วยให้ผู้เรียนใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว คล่องแคล่ว ตามลำดับ - [การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ เรื่อง การผลิตเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจากพืชท้องถิ่นภาคใต้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3](https://www.kruchiangrai.net/?p=35168):             การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ เรื่อง การผลิตเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจากพืชท้องถิ่นภาคใต้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ เรื่อง การผลิตเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจากพืชท้องถิ่นภาคใต้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ เรื่อง การผลิตเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจากพืชท้องถิ่นภาคใต้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาล ๓ (โศภนพิทยาคุณานุสรณ์) สังกัดสำนักการศึกษา เทศบาลนครหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 31 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ เรื่อง การผลิตเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจากพืชท้องถิ่นภาคใต้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 6 ชุด 2) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 6 แผน รวมเวลาทั้งหมด 6 ชั่วโมง 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจแบบมาตรส่วนประมาณค่าชนิด 5 ระดับของลิเคิร์ท จำนวน 10 ข้อ จำนวน 1 ฉบับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test แบบ dependent sample และแบบ Paired t-test             ผลการวิจัย พบว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ เรื่อง การผลิตเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจากพืชท้องถิ่นภาคใต้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 81.34/80.22 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ เรื่อง การผลิตเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจากพืชท้องถิ่นภาคใต้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ เรื่อง การผลิตเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจากพืชท้องถิ่นภาคใต้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.82 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.43   - [การประเมินโครงการส่งเสริมและพัฒนาทักษะสมองEFสำหรับเด็กของโรงเรียนอนุบาลองค์การบริหารส่วนตำบลป่าหุ่ง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย](https://www.kruchiangrai.net/?p=34644):   - [การพัฒนารูปแบบการบริหารวิชาการ โดยใช้หลักภาวะผู้นำ](https://www.kruchiangrai.net/?p=34614): ชื่องานวิจัย   การพัฒนารูปแบบการบริหารวิชาการ โดยใช้หลักภาวะผู้นำร่วมกับแนวคิดการทำงานเป็นทีม เพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนโรงเรียนสังกัดเมืองพัทยา ผู้วิจัย กานต์มณี หนองแสง สถานศึกษา  โรงเรียนเมืองพัทยา 3 (วัดสว่างฟ้าพฤฒาราม) สังกัดเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ปีการศึกษา   2565   บทคัดย่อ       การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการบริหารวิชาการ เพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนโรงเรียนสังกัดเมืองพัทยา 2) สร้างรูปแบบการบริหารวิชาการโดยใช้หลักภาวะผู้นำร่วมกับแนวคิดการทำงานเป็นทีม เพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนโรงเรียนสังกัดเมืองพัทยา 3) ทดลองใช้รูปแบบการบริหารวิชาการโดยใช้หลักภาวะผู้นำร่วมกับแนวคิดการทำงานเป็นทีม เพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนโรงเรียนสังกัดเมืองพัทยา และ 4) ประเมินรูปแบบการบริหารวิชาการโดยใช้หลักภาวะผู้นำร่วมกับแนวคิดการทำงานเป็นทีม เพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนโรงเรียนสังกัดเมืองพัทยา กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ บุคลากรครู จำนวน 60 คน ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 3 คน หัวหน้างานวิชาการ จำนวน 1 คน หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ จำนวน 8 คน ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดเมืองพัทยา จำนวน 10 คน และศึกษานิเทศก์ จำนวน 2 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารวิชาการเพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนโรงเรียนสังกัดเมืองพัทยา แบบสอบถามเพื่อประเมินรูปแบบการบริหารวิชาการโดยใช้หลักภาวะผู้นำร่วมกับแนวคิดการทำงานเป็นทีม เพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนโรงเรียนสังกัดเมืองพัทยา แบบประเมินความเป็นไปได้ของรูปแบบการบริหารวิชาการโดยใช้หลักภาวะผู้นำร่วมกับแนวคิดการทำงานเป็นทีม เพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนโรงเรียนสังกัดเมืองพัทยา และแบบสอบถามความพึงพอใจของครูที่มีต่อรูปแบบการบริหารวิชาการโดยใช้หลักภาวะผู้นำร่วมกับแนวคิดการทำงานเป็นทีม เพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนโรงเรียนสังกัดเมืองพัทยา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานการบริหารวิชาการ เพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนโรงเรียนสังกัดเมืองพัทยา พบว่า การพัฒนาความสามารถการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนจะต้องพัฒนาการอ่านออกเสียงด้วยการอ่านแบบ Phonics เพื่อให้นักเรียนฟังออก พูดชัด อ่านได้ และเขียนถูกต้อง รูปแบบการบริหารวิชาการโดยใช้หลักภาวะผู้นำร่วมกับแนวคิดการทำงานเป็นทีม เพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนโรงเรียนสังกัดเมืองพัทยา มีชื่อว่า CDFE Model มีองค์ประกอบ 4 ด้าน ได้แก่ 1) การรวมพลัง (Combine : C) 2) สร้างสรรค์พัฒนา (Development : D) 3) ค้นหาติดตาม (Follow : F) และ 4) สอบถามการประเมิน (Evaluate : E) การทดลองใช้รูปแบบการบริหารวิชาการโดยใช้หลักภาวะผู้นำร่วมกับแนวคิดการทำงานเป็นทีม เพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนโรงเรียนสังกัดเมืองพัทยา พบว่า รูปแบบฯ มีประสิทธิผลภาพรวมอยู่ในระดับมาก และบุคลากรครูมีความพึงพอใจต่อรูปภาพ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก การประเมินรูปแบบการบริหารวิชาการโดยใช้หลักภาวะผู้นำร่วมกับแนวคิดการทำงานเป็นทีม เพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนโรงเรียนสังกัดเมืองพัทยา CDFE Model พบว่า รูปแบบมีความเป็นไปได้ภาพรวมอยู่ในระดับมาก - [การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ศาสนานำทางสว่าง โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคกลุ่มสืบค้น (G.I.) เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3](https://www.kruchiangrai.net/?p=34600): ชื่อเรื่อง           ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ศาสนานำทางสว่าง โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคกลุ่มสืบค้น (G.I.) เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัย             นางสาวนภัสวรรณ ดะรงค์ สถานที่ทำงาน   โรงเรียนเทศบาลแหลมฉบัง 3 สังกัดกองการศึกษา เทศบาลนครแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา  จังหวัดชลบุรี ปีที่วิจัย           พ.ศ. 2565 บทคัดย่อ                  การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ศาสนานำทางสว่าง โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคกลุ่มสืบค้น (G.I.) เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ศาสนานำทางสว่าง  โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคกลุ่มสืบค้น (G.I.) เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ศาสนานำทางสว่าง  โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคกลุ่มสืบค้น (G.I.) เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ศาสนานำทางสว่าง โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคกลุ่มสืบค้น (G.I.) เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/10 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนเทศบาลแหลมฉบัง 3 สังกัดกองการศึกษา เทศบาลนครแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เป็นห้องเรียนที่มีนักเรียน เก่ง ปานกลาง และอ่อนคละกัน และนักเรียนมีความสามารถใกล้เคียงกัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ศาสนานำทางสว่าง โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคกลุ่มสืบค้น (G.I.) เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หาประสิทธิภาพของเครื่องมือ E1/E2 และ การทดสอบ t–test (Dependent samples)                            ผลการวิจัย พบว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ศาสนานำทางสว่าง โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคกลุ่มสืบค้น (G.I.) เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 83.44/82.36 เป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ศาสนานำทางสว่าง โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคกลุ่มสืบค้น (G.I.) เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ศาสนานำทางสว่าง โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคกลุ่มสืบค้น (G.I.) เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีทักษะการคิดวิเคราะห์หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ศาสนานำทางสว่าง โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคกลุ่มสืบค้น (G.I.) เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด - [เผยแพร่ผลงานวิชาการ วิจัยในชั้นเรียนเรื่องการส่งเสริมทักษะการเขียนตัวเลขเป็นภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  โรงเรียนเบญจลักษ์พิทยา](https://www.kruchiangrai.net/?p=34552): วิธีดำเนินการวิจัย - [เผยแพร่ผลงานวิชาการ การพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมคำคล้องจอง Rhyming word ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเบญจลักษ์พิทยา](https://www.kruchiangrai.net/?p=34551): นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  โรงเรียนเบญจลักษ์พิทยา อำเภอเบญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ศรีสะเกษ ยโสธร - [วิจัยในชั้นเรียน](https://www.kruchiangrai.net/?p=34550): รายงานการวิจัยในชั้นเรียน ชื่อเรื่อง การแก้ไขปัญหาการจำคำศัพท์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/11 โดยใช้ชุดเกมคำศัพท์ ชื่อผู้วิจัย นางสาวรพีพรรณ  หมอปาร้า  กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ โรงเรียนบ้านไผ่ รายวิชา ภาษาจีนเพื่อการทดสอบวัดระดับความรู้2 รหัสวิชา จ31210 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566   1.ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ในการสอนวิชาภาษาจีนนั้นถือว่าเป็นภาษาต่างประเทศอีกภาษาหนึ่งที่มีความยากพอสวมควร โดยการสอนนั้นจะเน้น การฟัง พูด อ่านและเขียนในระดับพื้นฐาน เพื่อให้มีความเข้าใจในการเรียนการสอนภาษาจีนมากขึ้น โดยเฉพาะในระดับเริ่มต้น จากสภาพปัญหาในการเรียนวิชาภาษาจีน พบว่า การจดจำคำศัพท์ ภาษาจีน ยังเป็นปัญหาในการพัฒนาความรู้และความเข้าใจในการเรียนภาษาจีน ซึ่งนักเรียนไทยส่วนมากมักมีความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์ค่อนข้างน้อยและไม่เพียงพอต่อการเรียนในระดับที่สูงขึ้น ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์เป็นสิ่งหนึ่งที่บ่งชี้ให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการเรียนภาษา คำศัพท์เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะส่งผลต่อการพัฒนาการเรียนภาษาในด้านทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนได้ดีด้วย ซึ่งปัญหาของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านไผ่ ในเรื่องการจดจำคำศัพท์ภาษาจีนของนักเรียนยังน้อย มีความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์ค่อนข้างอ่อนถึงปานกลาง แม้จะมีการท่องศัพท์ทุกวัน แต่ก็ไม่สามารถช่วยให้นักเรียนจดจำคำศัพท์ได้ดี เนื่องจากความจำกัดของเวลา และปริมาณของคำศัพท์ที่มีมากเกินไป          จากปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้พยายามศึกษาคิดค้นและมีความสนใจที่จะนำชุดเกมคำศัพท์ภาษาจีนมาใช้แก้ปัญหา เพื่อให้นักเรียนมีความสนุกสนานและสามารถจดจำคำศัพท์ได้ดียิ่งขึ้น และสามารถนำไปใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อเปรียบเทียบการจำคำศัพท์ภาษาจีนของนักเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดเกมคำศัพท์ภาษาจีนฝึกทักษะการจำของนักเรียนโรงเรียนบ้านไผ่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/11   3.วิธีดำเนินการวิจัย     3.1 ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง /กลุ่มเป้าหมาย - ประชากร คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/11 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านไผ่ มีจำนวน 20 คน      3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย/นวัตกรรม  1) แบบทดสอบวัดความรู้ด้านคำศัพท์ (Pre-test)  2) ชุดเกมคำศัพท์ภาษาจีน  3) ทดสอบการจดจำคำศัพท์ โดยใช้บัตรคำ  4) แบบทดสอบวัดความรู้ด้านคำศัพท์ (Post-test)      3.3 การวิเคราะห์ข้อมูล/สถิติที่ใช้ในการวิจัย -วิเคราะห์ผลจากคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบ คือ แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ซึ่งนักเรียนต้องผ่านแบบทดสอบหลังเรียน ๖๐%      3.4 ขั้นตอนการวิจัย   1) ใช้ชุดเกมคำศัพท์ในHSK2             2) ทำการทดลองกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/11 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านไผ่ จำนวน 20 คน โดยให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดความจำคำศัพท์ภาษาจีนก่อนเรียน และทำการบันทึกคะแนน   3) ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในเนื้อหาข้างต้น โดยใช้ชุดเกมคำศัพท์ในการพัฒนาการจดจำคำศัพท์ของนักเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น   4) ดำเนินการทดสอบการจดจำคำศัพท์ภาษาจีนของนักเรียน โดยใช้บัตรคำ สัปดาห์ละ 15 คำ ผลการวิจัย  จากการศึกษาวิจัยในชั้นเรียนครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาการจดจำคำศัพท์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ชุดเกมคำศัพท์ภาษาจีน โดยได้ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/11 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านไผ่ จำนวน 20 คน ผู้วิจัยได้ทำการทดสอบก่อนเรียนโดยให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดความจำคำศัพท์ภาษาจีนก่อนเรียน โดยสามารถวิเคราะห์ผลได้ดังนี้ - ผลการวิเคราะห์ความก้าวหน้าทางการจดจำคำศัพท์ - ผลการวิเคราะห์ความก้าวหน้าทางการจดจำคำศัพท์จากคะแนนแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน อภิปรายผล จากผลในการวิจัยในเรื่องการแก้ปัญหาในด้านการจดจำคำศัพท์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/11 ซึ่งมีจำนวนนักเรียนทั้งหมด 20 คน อยู่ในเกณฑ์ที่ดีจำนวน 15 คน และอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องปรับปรุง จำนวน 5 คนดังนั้นครูจึงใช้แนวการสอนและเทคนิคต่าง ๆ ในการที่จะให้นักเรียนมีพัฒนาการที่ดีขึ้นในการจดจำคำศัพท์ภาษาจีน และได้ให้เพื่อนๆ ในห้องได้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่อไป ข้อเสนอแนะ ในการวิจัยครั้งต่อไปควรคัดกรองนักเรียนตามความสามารถทางการเรียนรู้เพื่อจัดทำแบบฝึกได้เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละกลุ่ม - [เผยแพร่ผลงานวิชาการ การพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้านดนตรีของนายอนุรักษ์ มากสิงห์ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4/5 โรงเรียนบึงมะลูวิทยา](https://www.kruchiangrai.net/?p=34549): การวิจัยในชั้นเรียน - [เผยแพร่ผลงานวิชาการ การจัดการเรียนรู้ผ่านบทเรียนออนไลน์ด้วย Google Apps (You tube) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา ศิลปะ2 ศ33101 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  ของโรงเรียนบึงมะลูวิทยา](https://www.kruchiangrai.net/?p=34548): รูปแบบการจัดทำรายงานนวัตกรรม  นวัตกรรมการศึกษา ชื่อเรื่อง    การจัดการเรียนรู้ผ่านบทเรียนออนไลน์ด้วย Google Apps (You tube) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา ศิลปะ2 (ดนตรี) ศ33101 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  ของโรงเรียนบึงมะลูวิทยา ผู้จัดทำ      นายสุวิทย์ มีฤทธิ            โรงเรียน.  บึงมะลูวิทยา ปี พ.ศ.   2563       ü ประเภทนวัตกรรม  ด้านจัดการเรียนรู้    หลักการ           ในปัจจุบันโลกมีการใช้เทคโนโลยีเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลต่าง ๆ ของทุกภูมิภาคของโลกเข้าด้วยกัน ส่งผลต่อวิถีการดำรงชีพของสังคมในทุกมิติรอบด้าน (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.2557) ในขณะที่การเรียนรู้ได้เปลี่ยนจากการเรียนรู้อะไร (Know What) เป็นการเรียนรู้อย่างไร (Know How) การรู้ว่าจะเรียนอย่างไร จะค้นหาสารสนเทศอย่างไร จะใช้สารสนเทศอย่างไร การใช้และการเข้าถึงเป็นจุดเน้นใหม่ของการเรียนรู้ในโลกปัจจุบัน (Thomas. 1995:54) ดังนั้น การจัดการเรียนรู้ผ่านเว็บ หรือ Online Leaning จึงเป็นกระแสสำคัญของการ เปลี่ยนแปลงทางการเรียนรู้ยุคใหม่ในศตวรรษที่ 21 ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการจัดระบบการเรียนการสอนในยุคดิจิทัล โปรแกรม Google Site เป็นหนึ่งใน Google Apps for Education ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนโดยอาศัยคุณสมบัติและทรัพยากรของเวิลด์ไวด์เว็บมาเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดในลักษณะของบทเรียนออนไลน์ สามารถเชื่อมโยงเนื้อหา และแหล่งความรู้ต่าง ๆ ให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ง่ายยิ่งขึ้น มีบริการรูปแบบต่าง ๆ มากมายที่สามารถเอื้อประโยชน์ในการนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน (ไพรัชนพ วิริยวรกุล และ ดวงกมล โพธิ์นาค. 2557) อีกทั้งใช้บริการได้ฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (เกษม ทิพย์ธาราจันทร์ และคณะ. 2557) และสภาพการจัดการเรียนการสอนรายวิชาการสร้างเว็บเพจ (ว30224) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบึงมะลูวิทยา พบว่า ผู้เรียนมักเกิดความสับสนในเรื่องขั้นตอนกระบวนการในพัฒนาและการเขียนโครงสร้างการสร้างเว็บไซต์ ตลอดจนผู้เรียนยังไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับศาสตร์อื่น ๆ รวมถึงการใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีอย่างรอบด้าน ทำให้ผลงานของผู้เรียนยังไม่ค่อยมีความแปลกใหม่หรือมีความคิดสร้างสรรค์ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนยังไม่อยู่ในเกณฑ์ที่คาดหวังและมีแนวโน้มลดลง ผู้สอนจึงมีความสนใจพัฒนาบทเรียนออนไลน์ด้วยโปรแกรม Google Apps เพิ่มประสิทธิภาพทางการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนให้สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา อีกทั้งสามารถทบทวนบทเรียนได้ทุกครั้งที่ต้องการ และเกิดเป็นความรู้ที่คงทน วัตถุประสงค์ - เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ด้วยโปรแกรม Google Apps ตามเกณฑ์ 80/80 - เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการเรียนรู้จากบทเรียนออนไลน์ด้วยโปรแกรม Google Apps กับเกณฑ์ร้อยละ 70 - เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ผ่านบทเรียนออนไลน์ด้วยโปรแกรม Google Apps   วิธีดำเนินการ แบบแผนการจัดทำนวัตกรรม           เป็นการศึกษาเชิงทดลอง ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนบึงมะลูวิทยา  ตำบลบึงมะลู  อำเภอกันทรลักษ์  จังหวัดศรีสะเกษ  ภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา 2563  จำนวน  5  ห้อง  มีจำนวนนักเรียน  124  คน ­­ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียน บึงมะลูวิทยา  ตำบลบึงมะลู  อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ  ภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา 2563  ชั้น ม.6/1-6/5 จำนวน  48  คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ด้วยวิธีจับฉลาก เนื้อหาที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า บทเรียนออนไลน์ด้วยโปรแกรม Google Apps แผนการจัดการเรียนรู้ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า             เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ประกอบด้วย บทเรียนออนไลน์ด้วยโปรแกรม Google Apps แผนการจัดการเรียนรู้ YouTube Suwit HD (ช่องสื่อแห่งการเรียนรู้)        4. แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ผ่านบทเรียนออนไลน์ด้วยโปรแกรม Google Site เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา ศิลปะ2(ดนตรี) ศ33101 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบึงมะลูวิทยา วิธีดำเนินการพัฒนาและหาคุณภาพของเครื่องมือ บทเรียนออนไลน์ด้วยโปรแกรม Google Apps ออกแบบบทเรียนออนไลน์/เขียนแผนการจัดการเรียนรู้   สร้างบทเรียนออนไลน์ แก้ไข/ปรับปรุง บทเรียนออนไลน์   ทดลองใช้กับผู้เรียนแบบกลุ่ม 3 คน (ประเมินผลแล้วนำไปปรับปรุง)   ผู้เรียน/มาตรฐานการเรียนรู้/หลักสูตร/แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง/การสร้างเครื่องมือ ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ   ผ่าน ไม่ผ่าน ทดลองใช้กับผู้เรียนแบบกลุ่ม 9 คน (ประเมินผลแล้วนำไปปรับปรุง)   ทดลองใช้กับผู้เรียนแบบกลุ่ม 30 คน (ประเมินผลแล้วนำไปใช้)   ขั้นตอนที่ 1 การวิเคราะห์ ขั้นตอนที่ 2 การออกแบบ (Design) ขั้นตอนที่ 3 การพัฒนา (Development) ขั้นตอนที่ 4 การนำไปใช้ (Implementation) ขั้นตอนที่ 5 การประเมินผล (Evaluation)  วิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้า บทเรียนออนไลน์ด้วยโปรแกรม Google Apps แผนการจัดการเรียนรู้ ได้ศึกษาโครงสร้างหลักสูตร มาตรฐานการเรียนรู้ คำอธิบายรายวิชา ผลการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด สาระการเรียนรู้ สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ชิ้นงาน/ภาระงาน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล ตามแนวทฤษฎีสร้างสรรค์ความรู้ของยาเกอร์ (Yager) นำเสนอผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบและนำมาหาค่า IOC พบว่า ทุกข้อคำถามมีค่าตั้งแต่ 0.66 – 1.00 แบบประเมินผลงานนักเรียน ได้ศึกษาหลักการประเมินผลงานตามสภาพจริง หลักการสร้างแบบประเมินผลงานนักเรียน สร้างเกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริค นำเสนอผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้ศึกษาหลักการสร้างข้อสอบ สร้างแบบทดสอบให้ครอบคลุมเนื้อหาและตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ นำเสนอผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบและนำมาหาค่า IOC พบว่า ทุกข้อคำถามมีค่าตั้งแต่ 0.66 – 1.00 นำไปทดลองใช้ (Try Out) กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่เคยเรียนรายวิชา ศิลปะ2(ดนตรี) ศ33101 มาแล้ว เพื่อทดสอบหาค่าความยากง่าย (P) และค่าอำนาจจำแนก (r) ด้วยสูตร KR-20 (ปราณี หลำเบ็ญสะ. 2559) พบว่า มีค่าความยากง่าย (p) อยู่ระหว่าง 0.30 – 0.76 และค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.30 – 0.91 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.92 แบบประเมินความพึงพอใจ ได้ศึกษาทฤษฎีวิธีการสร้างแบบประเมินความพึงพอใจ สร้างแบบประเมินความพึงพอใจกำหนดมาตรวัดประเมินค่า (Rating Scale) 5 ระดับของลิเคอร์ท (Likert Scale) นำเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบและนำมาหาค่า IOC พบว่า ทุกข้อคำถามมีค่าตั้งแต่ 0.66 – 1.00 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.96 สรุปผล ผลการสร้างและหาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ด้วยโปรแกรม Google Apps ตามเกณฑ์ 80/80 ได้ผลสรุปดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 แสดงผลการหาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ด้วยโปรแกรม Google Apps ตามเกณฑ์ 80/80 ผลการจัดการเรียนรู้ผ่านบทเรียนออนไลน์ด้วยโปรแกรม Google Apps คะแนนกิจกรรมระหว่างเรียนแต่ละบท คะแนนจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน บทที่ 1 2 3 4 5 6 7 8 คะแนน 15 5 5 10 20 10 10 5 (20) คะแนนรวม 669 235 221 442 866 442 452 197 851 คะแนนเฉลี่ย 13.94 4.90 4.60 9.21 18.04 9.21 9.42 4.10 17.73 S.D. 1.44 0.37 0.49 0.97 1.32 0.65 0.61 0.86 1.50 ร้อยละ 92.92 97.92 92.08 92.08 90.21 92.08 94.17 82.08   ประสิทธิภาพ E1 = 91.69 E2 = 88.65             จากตารางที่ 1 ผลการประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ด้วยโปรแกรม Google Apps พบว่ามีประสิทธิภาพเท่ากับ 91.60/88.65 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการเรียนรู้จากบทเรียนออนไลน์ด้วยโปรแกรม Google Apps กับเกณฑ์ร้อยละ 70 สรุปได้ดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 จำนวนนักเรียน คะแนน เต็ม คะแนน ร้อยละ 70 ค่าเฉลี่ย กลุ่มตัวอย่าง ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) t Sig. 48 20 14 17.73 1.50 17.25 .00 * P - [ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอนในรายวิชา พ 22103 สุขศึกษา 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนสตรีวิทยา](https://www.kruchiangrai.net/?p=34547): บทที่ 1 บทนำ ชื่องานวิจัย ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอนรายวิชา พ 22103 สุขศึกษา 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 ที่มาและความสำคัญ ครูผู้สอนต้องการทราบความพึงพอใจ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอนในรายวิชา พ 22101 สุขศึกษา 3 เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพและความเหมาะสมของผู้เรียน จุดประสงค์การวิจัย 1. เพื่อทราบเกี่ยวกับปัญหาในการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน และนำไปพัฒนา ปรับปรุงการจัดเรียนการสอนในปีการศึกษาหน้า สมมติฐานการวิจัย 1. ผลการประเมินการเรียนการสอนอยู่ในระดับ มาก ขอบเขตการวิจัย 1. ประชากร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเรียนสตรีวิทยา จังหวัดกรุงเทพมหานคร ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 ประกอบไปด้วย 12 ห้องเรียน จำนวนผู้เรียน 510 คน 2. ระยะเวลาในการดำเนินงานวิจัย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 คาบเรียนละ 50 นาที สัปดาห์ละ 1 วัน 3. ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย 4.1. ตัวแปรอิสระ คือ นักเรียนมีความพึงพอใจในระดับ มาก ขึ้นไป 4. เนื้อหาที่ใช้ในงานวิจัย - ความพึงพอใจต่อการเรียนการสอน 5. เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล - โปรแกรม Google Form ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ครูมีรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่ทันสมัย 2. ครูสามารถพัฒนาการเรียนการสอนให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น บทที่ 2 งานวิจัยและเอกสารที่เกี่ยวข้อง การศึกษาค้นคว้าผู้วิจัยมุ่งศึกษาเกี่ยวกับการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนได้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการศึกษาความพึงพอใจในการเรียนการสอน โดยได้แบ่งประเด็นดังนี้ 1. การใช้โปรแกรม Google Form ในการทำแบบทดสอบ 1. การใช้โปรแกรมในการทำแบบทดสอบ 1. ศึกษาวิธีการสร้างแบบทดสอบผ่านโปรแกรม Google Form 2. ศึกษาการทำแบบทดสอบผ่านโปรแกรม Google Form บทที่ 3 วิธีดำเนินการ การศึกษานี้เป็นการศึกษาเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนให้นักเรียนเกิดความพึงพอใจในรายวิชา พ22103 สุขศึกษา 4 ซึ่งผู้รายงานได้ดำเนินการศึกษาตามขั้นตอนดังนี้ 1. ประชากร 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล 4. วิเคราะห์ข้อมูล 1. ประชากร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเรียนสตรีวิทยา จังหวัดกรุงเทพมหานคร ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 ประกอบไปด้วย 12 ห้องเรียน จำนวนผู้เรียน 510 คน 2. สร้างเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 1. การจัดทำแบบทดสอบผ่านโปรแกรม Google Form 3. กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูล 1. ให้นักเรียนทำแบบทดสอบผ่านโปรแกรม Google Form 2. ตัวโปรแกรมจะประมวลผลให้แบบอัตโนมัติ 4. การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้รายงานได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูล ทำได้ดังนี้ 1. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอนรายวิชา พ22103 สุขศึกษา 4 อยู่ในระดับ ดี บทที่ 4 การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยเรื่อง ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอน รายวิชา พ 22103 สุขศึกษา 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 รูป บทที่ 5 สรุปและอภิปรายผลการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้อง 1-12 ในรายวิชา พ 22103 สุขศึกษา 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวนทั้งสิ้น 510 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) ทำแบบทดสอบผ่านโปรแกรม Google Form 2) การสรุปผลผ่านแบบทดสอบ Google Form โดยอัตโนมัติ สรุปผลการวิจัย ระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนในรายวิชา พ 22103 สุขศึกษา 4 อยู่ในระดับ ดี อภิปรายผลวิจัย ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอนรายวิชา พ 22103 สุขศึกษา 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนสตรีวิทยา หลังจากการทำการเรียนการสอนเป็นเวลา 1 ภาคเรียนเป็นเวลาจำนวน 18 คาบ (เรียนสัปดาห์ละ 1 คาบเรียน = 50 นาที) โดยใช้กลุ่มตัวอย่างจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้อง 1-12 จำนวน 510 คน จากการวิจัยพบว่านักเรียนมีระดับความพึงพอใจในการเรียนการสอนรายวิชา พ 22103 สุขศึกษา 4 อยู่ในระดับ ดี ข้อเสนอแนะ ควรมีการวัดความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนในรายวิชา พ 22103 สุขศึกษา 4 เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้กับนักเรียนได้แสดงความคิดเห็น และให้ครูได้ทำการปรับเปลี่ยนกระบวนการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนได้อย่างเหมาะสมกับผู้เรียนในครั้งต่อไป บทคัดย่อ ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอนในรายวิชา พ 22103 สุขศึกษา 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนสตรีวิทยา เนื่องจากครูผู้สอนจะได้ทราบเกี่ยวกับความต้องการกระบวนการจัดการเรียนการสอนและรูปแบบการจัดเรียนการสอน ให้เหมาะสมกับผู้เรียน โดยคำนึกถึงกิจกรรมที่ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นการพัฒนาการจัดทำแผนการสอนของครูผู้สอนที่ส่งเสริมกระบวนการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลให้เกิดกับผู้เรียนให้มากที่สุด โดยมีเครื่องมือในการทดสอบโดยให้นักเรียนทำแบบทดสอบผ่านโปรแกรม Google Form ประชากรที่ใช้ในการทำแบบประเมินได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้อง 1-12 จำนวน 510 คน จากการวิจัยพบว่านักเรียนมีระดับความพึงพอใจในการเรียนการสอนรายวิชา พ 22103 สุขศึกษา 4 อยู่ในระดับ ดี - [เผยแพร่ผลงานวิชาการ รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ โดยใช้เทคนิคการวาดบาร์โมเดล ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เรื่องโจทย์ปัญหาการบวก การลบ การคูณ การหารจำนวนนับ](https://www.kruchiangrai.net/?p=34460): ชื่อเรื่อง   รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์  โดยใช้เทคนิคการวาดบาร์โมเดล  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2                       เรื่องโจทย์ปัญหาการบวก  การลบ การคูณ   การหารจำนวนนับ ผู้วิจัย     วรรณเพ็ญ  อนุกูล ปีที่วิจัย  พ.ศ. 2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  1)  เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์  โดยใช้เทคนิคการวาดบาร์โมเดล  ชั้นประถมศึกษาปีที่  2  เรื่องโจทย์ปัญหาการบวก  การลบ  การคูณ  การหารจำนวนนับ  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  2)  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์  โดยใช้เทคนิคการวาดบาร์โมเดล  ชั้นประถมศึกษาปีที่  2  เรื่องโจทย์ปัญหาการบวก  การลบ  การคูณ  การหารจำนวนนับ  3)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์  โดยใช้เทคนิคการวาดบาร์โมเดล  ชั้นประถมศึกษาปีที่  2  เรื่องโจทย์ปัญหาการบวก  การลบ  การคูณ  การหารจำนวนนับ  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  2/2โรงเรียนอนุบาลทับปุด  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพังงา  ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา  2566  จำนวน  27  คน  ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง(Purposive Sampling)  เนื่องจากเป็นห้องเรียนที่มีนักเรียนเก่ง  ปานกลาง  อ่อนคละกัน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย  1) แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์  โดยใช้เทคนิคการวาดบาร์โมเดล  ชั้นประถมศึกษาปีที่  2  เรื่องโจทย์ปัญหาการบวก  การลบ  การคูณ  การหารจำนวนนับ  จำนวน  5  เล่ม  2)  แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์  โดยใช้เทคนิคการวาดบาร์โมเดล  ชั้นประถมศึกษาปีที่  2  เรื่องโจทย์ปัญหาการบวก  การลบ  การคูณ  การหารจำนวนนับ  จำนวน 19  แผน  3) แบบทดสอบก่อนเรียนหลังเรียนในแบบฝึกทักษะชุดละ  10  ข้อ  เป็นข้อสอบแบบปรนัย  3  ตัวเลือก  รวมทั้งสิ้นจำนวน  50  ข้อ  4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องโจทย์ปัญหาการบวก  การลบ  การคูณ  การหารจำนวนนับ เป็นข้อสอบแบบปรนัย 3  ตัวเลือก  จำนวน  20  ข้อ  และ  5) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์  โดยใช้เทคนิคการวาดบาร์โมเดล  ชั้นประถมศึกษาปีที่  2เรื่องโจทย์ปัญหาการบวก  การลบ  การคูณ  การหารจำนวนนับ  จำนวน  10  ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ค่าเฉลี่ย(x-bar)  ค่าร้อยละ(%)  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) ทดสอบค่าที(t-test)  แบบ Dependent   ผลการวิจัย พบว่า  แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ โดยใช้เทคนิคการวาดบาร์โมเดล ชั้นประถมศึกษาปีที่  2  เรื่องโจทย์ปัญหาการบวก  การลบ  การคูณ  การหารจำนวนนับ  มีประสิทธิภาพเท่ากับ  87.11/83.89 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ โดยใช้เทคนิคการวาดบาร์โมเดล  ชั้นประถมศึกษาปีที่  2  เรื่องโจทย์ปัญหาการบวก  การลบ  การคูณ  การหารจำนวนนับ  หลังการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ โดยใช้เทคนิคการวาดบาร์โมเดล  ชั้นประถมศึกษาปีที่  2  เรื่องโจทย์ปัญหาการบวก  การลบ  การคูณ  การหารจำนวนนับ  โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด( x-bar =  4.48,  S.D.  =  0.58)     ## - [คำตอบสำหรับการพัฒนารูปแบบการบริหารงานในสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อประสิทธิผล ของโรงเรียนชุมชนบ้านบวกครกน้อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่](https://www.kruchiangrai.net/?p=17956): การพัฒนารูปแบบการบริหารงานในสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนชุมชนบ้านบวกครกน้อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นั้นเป็นรูปแบบการบริหารงานในสถานศึกษาที่เน้นให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษาส่งผลให้โรงเรียนชุมชนบ้านบวกครกน้อยมีการบริหารจัดการที่ดี ส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น ครูและบุคลากรทางการศึกษามีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษามากขึ้นครับผู้ศึกษา นายนราวิชญ์ จันทร์อินทร์ - [คำตอบสำหรับการวิจัยและพัฒนารูปแบบการเรียนรู้แบบสืบเสาะแสวงหาด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ 4mat ที่มีต่อความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3](https://www.kruchiangrai.net/?p=17568): ยินดีด้วยน้องๆ - [คำตอบสำหรับขอเผยแพร่ผลงานวิชาการ](https://www.kruchiangrai.net/?p=17121): ชื่อเรื่อง      รายงานการใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และ ตัวตั้งไม่เกิน 100                   กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัย         นางกิติยา สารมันตะ ตำแหน่ง    ครู วิทยฐานะ  ครูชำนาญการ   โรงเรียนเทศบาล 3 (ยมราชสามัคคี) สำนักการศึกษา เทศบาลนครนครราชสีมา                                                                                                                     บทคัดย่อ             รายงานการใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 3 (ยมราชสามัคคี) สำนักการศึกษาเทศบาลนครนครราชสีมา อำเภเมือง จังหวัดนครราชสีมา  มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียน            กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียนเทศบาล 3 (ยมราชสามัคคี) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 30 คน โดยใช้รูปแบบหนึ่งกลุ่มทดสอบก่อนและหลังเรียน (One  Group Pretest–Posttest Design)             เครื่องมือที่ใช้การวิจัยมีดังนี้ แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 2 ชุด จำนวน 6 เล่ม ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ฯ มีคุณภาพอยู่ในระดับดี คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.34 แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 1 จำนวน 20 แผน ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า แผนการจัดการเรียนรู้ มีคุณภาพทั้ง 6 แผน อยู่ในระดับดี ค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 4.45 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 25 ข้อ โดยตอนที่ 1 เป็นข้อสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ และตอนที่ 2 ข้อสอบแบบอัตนัยชนิดเติมคำ จำนวน 5 ข้อ มีค่าความยากง่าย       อยู่ ระหว่าง 0.50–0.61 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.56–0.89 เป็นข้อสอบที่มีคุณภาพดีตามเกณฑ์ และ            มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .896            สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่  ร้อยละ  ค่า E1/E2 ค่าสถิติทดสอบที (t -test) ค่าเฉลี่ย ()                   และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) สรุปผลการวิจัย ผลการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์เรื่อง การบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 พบว่า แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์เรื่อง การบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ (E1/E2) เท่ากับ 86.56/86.33 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80 ผลการหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์เรื่อง การบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01                                                             - [คำตอบสำหรับเผยแพร่ผลงานวิชาการ การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องภัยพิบัติในประเทศไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6](https://www.kruchiangrai.net/?p=16108): ฝากเผยแพร่ผลงานวิจัยด้วยนะครับ - [คำตอบสำหรับพัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาไทยตามแนวคิดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคกลุ่มสัมฤทธิ์  (STAD) ร่วมกับการใช้สื่อจริงเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2](https://www.kruchiangrai.net/?p=16064): ดีค่ะ สามารถนำไปประยุกต์ใช้สอนในรายวิชาต่างๆได้เลย  - [คำตอบสำหรับการพัฒนาการดำเนินงานกิจกรรมชุมนุมเกมภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4](https://www.kruchiangrai.net/?p=15997): What do you do?  They plan to challenge candidates of all parties to back a list of commitments to introduce new legal protections for workers such as teachers and registrars who hold to a traditional line on marriage - [คำตอบสำหรับการพัฒนาชุดการเรียนรู้ เรื่องความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและ พลศึกษาโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการพัฒนาด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ](https://www.kruchiangrai.net/?p=15969): ด - [คำตอบสำหรับเอกสารประกอบการเรียนการสอน วิชา นิวแมติกส์และไฮดรอลิกส์ รหัสวิชา 3100-0104](https://www.kruchiangrai.net/?p=15634): เอกสารประกอบการเรียนการสอน - [คำตอบสำหรับรายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอน วิชา นิวแมติกส์และไฮดรอลิกส์ รหัสวิชา 3100-0104 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช 2557](https://www.kruchiangrai.net/?p=15632): เนื้อหางานวิจัย - [คำตอบสำหรับกฏและการใช้งานห้องเผยแพร่ผลงานวิชาการ](https://www.kruchiangrai.net/?p=15149): กิตติกรรมประกาศ การพัฒนารูปแบบการประเมินโครงการส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตยในรูปแบบซิปป์ (CIPP) ในโรงเรียนเทศบาล 2 “วิภัชศึกษา”นี้ สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดีด้วยความอนุเคราะห์และการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ ทั้ง 5 ท่าน ได้แก่ รองศาสตราจารย์นิพนธ์ สุริยานิติกุล อาจารย์คณะเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ ดร.ประชิต อินทะกนก คณบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ นายสมเกียรติ กาญจนหงษ์ ผู้อำนวยการเชี่ยวชาญโรงเรียนวัดเหนือเทศบาลเมืองร้อยเอ็ดจังหวัดร้อยเอ็ด ดร.ชาตรี ศิริสวัสดิ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม และนางจรวยรัตน์ ขวัญรัมย์ รองผู้อำนวยการเชี่ยวชาญโรงเรียนเทศบาล 2 “อิสาณธีรวิทยาคาร”เทศบาลเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ผู้ประเมินขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณนายประภาส สกุลดี ผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนเทศบาล 3 “เทศบาลอนุสรณ์” ที่กรุณาเป็นที่ปรึกษาการเขียนรายงานการพัฒนารูปแบบการประเมินโครงการฯ ที่สร้างขึ้น ผู้ประเมินขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณเจ้าของเอกสาร บทความทางวิชาการ หนังสือ ตำรา เว็บไซต์ ในบรรณานุกรมท้ายเล่มทุกท่านที่ผู้วิจัยใช้ในการศึกษาค้นคว้าและเขียนรายงานการประเมินฉบับสมบูรณ์ ขอขอบคุณ คณะผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอนบุคลากรทางการศึกษาคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครอง ชุมชนและนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 2“วิภัชศึกษา” ที่มีส่วนช่วยเหลือ ให้ความร่วมมือในส่วนที่เกี่ยวข้อง ผู้ประเมินขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ มัทวะ ฉัตรทอง การประเมิน : การพัฒนารูปแบบการประเมินโครงการส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตย ในรูปแบบซิปป์ (CIPP) ในโรงเรียนเทศบาล 2 “วิภัชศึกษา” ผู้ประเมิน : มัทวะ ฉัตรทอง ปีที่ประเมิน : ปีการศึกษา 2557 .................................................................................................................................. บทคัดย่อ การพัฒนารูปแบบการประเมินโครงการส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตยในรูปแบบซิปป์ (CIPP) ในโรงเรียนเทศบาล 2 “วิภัชศึกษา” มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาของผู้บริหาร ครู บุคลากร ผู้ปกครองชุมชน และนักเรียน ในการพัฒนารูปแบบการประเมินโครงการส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตยในรูปแบบซิปป์ (CIPP) ในโรงเรียนเทศบาล 2 “วิภัชศึกษา” 2) เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบการประเมินโครงการส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตยในรูปแบบซิปป์ (CIPP) ในโรงเรียนเทศบาล 2 “วิภัชศึกษา”และหาประสิทธิภาพของรูปแบบการประเมินโครงการตามเกณฑ์ 80/80 3) เพื่อนำรูปแบบการประเมินโครงการส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตยในรูปแบบซิปป์ (CIPP) ในโรงเรียนเทศบาล 2 “วิภัชศึกษา”ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 300 คน และ 4) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อโครงการส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตยในโรงเรียนเทศบาล 2 “วิภัชศึกษา”กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการประเมินครั้งนี้ เป็นผู้บริหารจำนวน 3 คน ครู บุคลากร จำนวน 50 คน ผู้ปกครอง ชุมชน จำนวน 50 คน และนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 โรงเรียนเทศบาล 2 “วิภัชศึกษา” สังกัดเทศบาลเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2557จำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินครั้งนี้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม แบบประเมินโครงการและแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการประเมินโครงการสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาคุณภาพของแบบสอบถาม ใช้การหาความเชื่อมั่นของแบบประเมินด้วยวิธีของครอนบาค ผลการประเมินพบว่าสภาพปัจจุบันปัญหาความพร้อม ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการประเมินโครงการส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตย ในรูปแบบซิปป์ (CIPP) ในโรงเรียนเทศบาล 2 “วิภัชศึกษา”จากแบบสอบถามผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และชุมชน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.56,S.D.= 0.49) และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า 3 ลำดับแรก ที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ มีการใช้เทคนิคการประเมินที่หลากหลายเหมาะสมกับโครงการ รองลงมาคือประเมินผลตามสภาพจริงผู้ประเมินมีหลายฝ่าย และมีการประเมินผลแล้วให้ข้อมูลย้อนกลับเป็นระยะ( = 4.85,4.78 และ 4.70 S.D. = 0.40, 0.45 และ 0.46) จากแบบสอบถามนักเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.51,S.D.= 0.51)และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า3 ลำดับแรกที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ นักเรียนมีส่วนร่วมในการวางแผนและกำหนดเกณฑ์การประเมิน รองลงมา คือครูจัดกิจกรรมให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและครูและการประเมินโครงการเป็นการประเมินผลเพื่อนำผลไปปรับปรุงพัฒนากิจกรรมครั้งต่อไป ( = 4.68, 4.66 และ 4.60,S.D.= 0.49,0.50 และ 0.52) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลความคิดเห็นต่อโครงการส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตยในโรงเรียนเทศบาล 2 “วิภัชศึกษา” พบว่า โครงการส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตยในโรงเรียนเทศบาล 2 “วิภัชศึกษา” โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ลำดับที่ 1 คือด้านปัจจัย ( = 4.62,S.D.= 0.44) ลำดับที่ 2 ด้านกระบวนการ ( = 4.58,S.D.= 0.46) ลำดับที่ 3 ด้านสภาวะแวดล้อม ( = 4.57,S.D.= 0.45) และลำดับที่ 4 ด้านผลผลิต ( = 4.56,S.D.= 0.49) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตยในรูปแบบซิปป์ (CIPP) ในโรงเรียนเทศบาล 2 “วิภัชศึกษา”โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.58, S.D.=0.48) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า 3 ลำดับแรก อยู่ในระดับมากที่สุด ลำดับที่ 1 คือ นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติจริง ในการเลือกสมาชิกสภาในโรงเรียน ลำดับที่ 2 คือ กิจกรรมทุกกิจกรรมส่งเสริมให้นักเรียนกล้าแสดงออก และ ลำดับที่ 3 กิจกรรมส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตยในโรงเรียนกระตุ้นให้นักเรียนมีเจตคติที่ดีเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย ( =4.71,4.70 และ 4.69, S.D.=0.45, 0.45 และ 0.46) หมายเหตุ ปรับปรุงแก้ไข มกราคม 2560   ## - [การพัฒนาทักษะคำศัพท์และการอ่านภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษาปีที่ 5 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ PLAY Model ร่วมกับสื่อนวัตกรรมเกมออนไลน์ (Cardboard Learning Hub)](https://www.kruchiangrai.net/?p=49527): https://drive.google.com/file/d/1pKlIMAjRNGEiIFc6_ODSXWmRKZD-kHUG/view?usp=sharing - [การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยนวัตกรรมการสอนภาษาอังกฤษ IKR – Phonics Model](https://www.kruchiangrai.net/?p=49485): https://drive.google.com/file/d/1H_RO5vqcsVrM8fRAXoNmQgmweEdtJ7SV/view?usp=sharing - [การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยนวัตกรรมการสอนภาษาอังกฤษ IKR – Phonics Model](https://www.kruchiangrai.net/?p=49484):   https://drive.google.com/file/d/1H_RO5vqcsVrM8fRAXoNmQgmweEdtJ7SV/view?usp=sharing - [การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยนวัตกรรมการสอนภาษาอังกฤษ IKR – Phonics Model](https://www.kruchiangrai.net/?p=49483): https://drive.google.com/file/d/1H_RO5vqcsVrM8fRAXoNmQgmweEdtJ7SV/view?usp=sharing - [การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเชิงรุกด้วย STRONG Model ผ่านสื่อ English Memes และ Viral Contents บูรณาการอัตลักษณ์ \”มหัศจรรย์น่าน บ้านปรางค์\” สู่การเป็นพลเมืองโลก (Glocal Citizen)](https://www.kruchiangrai.net/?p=49482): https://drive.google.com/file/d/1_SnaaSW9vDbrmaavriWmLnnAxlj31IAT/view?usp=sharinghttps://drive.google.com/file/d/1_SnaaSW9vDbrmaavriWmLnnAxlj31IAT/view?usp=sharing - [เรื่อง “การพัฒนารูปแบบการสอนคณิตศาสตร์ตามแนวคิดการสอนแนะให้รู้คิด (CGI) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดขั้นสูง เรื่องความน่าจะเป็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3](https://www.kruchiangrai.net/?p=48912): ชื่อเรื่อง           การพัฒนารูปแบบการสอนคณิตศาสตร์ตามแนวคิดการสอนแนะให้รู้คิด (CGI) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดขั้นสูง เรื่อง ความน่าจะเป็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัย             นางปัณณพร  ขจรภพ ตำแหน่ง         ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนวัดระเบาะไผ่                     สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 ปีที่ทำวิจัย       2568   บทคัดย่อ           การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานและสภาพปัญหาในการจัดการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดขั้นสูง เรื่อง ความน่าจะเป็น                   ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2) พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพรูปแบบการสอนคณิตศาสตร์               ตามแนวคิดการสอนแนะให้รู้คิด (CGI) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน               และการคิดขั้นสูง เรื่อง ความน่าจะเป็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3) ทดลองใช้รูปแบบ                      การสอนคณิตศาสตร์ตามแนวคิดการสอนแนะให้รู้คิด (CGI) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิดที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดขั้นสูง เรื่อง ความน่าจะเป็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ          4) ประเมินความพึงพอใจต่อรูปแบบการสอนคณิตศาสตร์ตามแนวคิดการสอนแนะให้รู้คิด (CGI) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดขั้นสูง เรื่อง ความน่าจะเป็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568                  โรงเรียนวัดระเบาะไผ่ ตำบลหนองโพรง อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี สังกัดสำนักงาน             เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 จำนวน 24 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple random sampling) การวิจัยครั้งนี้ดำเนินการตามกระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) แบ่งเป็น 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาข้อมูลพื้นฐานและสภาพปัญหา              ในการจัดการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดขั้นสูง                        เรื่อง ความน่าจะเป็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566                                   โรงเรียนวัดระเบาะไผ่ ตำบลหนองโพรง อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี สังกัดสำนักงาน                    เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 ขั้นตอนที่ 2 พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพรูปแบบการสอนคณิตศาสตร์ตามแนวคิดการสอนแนะให้รู้คิด (CGI) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิดที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดขั้นสูง เรื่อง ความน่าจะเป็น ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3                          โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน และทดลองนำร่องเพื่อพิจารณาความเป็นไปได้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนวัดระเบาะไผ่ ตำบลหนองโพรง อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 ขั้นตอนที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบการสอนคณิตศาสตร์ตามแนวคิดการสอนแนะให้รู้คิด (CGI) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดขั้นสูง เรื่อง ความน่าจะเป็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 24 คน และขั้นตอนที่ 4 ประเมินความพึงพอใจต่อรูปแบบการสอนคณิตศาสตร์ตามแนวคิดการสอนแนะให้รู้คิด (CGI) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดขั้นสูง เรื่อง ความน่าจะเป็น ของนักเรียน                 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน จำนวน 24 คน และความพึงพอใจของครูผู้สอน จำนวน 3 คน โรงเรียนวัดระเบาะไผ่ ตำบลหนองโพรง อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 ผลการวิจัยพบว่า ข้อมูลพื้นฐานและสภาพปัญหาในการจัดการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดขั้นสูง เรื่อง ความน่าจะเป็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า 1) ด้านนักเรียน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจเชิงมโนทัศน์ที่ถูกต้อง นักเรียนมักอาศัยการท่องจำสูตร มากกว่าการทำความเข้าใจ จึงมีปัญหาในการคิดวิเคราะห์             เพื่อแจกแจงปริภูมิตัวอย่าง อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ปัญหาในชีวิตจริง              ที่ซับซ้อน นักเรียนไม่สามารถวิเคราะห์และตีความเงื่อนไขของเหตุการณ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้อย่างถูกต้อง ข้อบกพร่องนี้ทำให้กระบวนการคิดวิเคราะห์และการคิดขั้นสูงไม่ได้รับการพัฒนา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ยังต่ำกว่าเกณฑ์เป้าหมาย จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง                   ที่จะต้องพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้หรือใช้นวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์และทักษะการคิดขั้นสูงของนักเรียนอย่างเป็นรูปธรรม 2) ด้านครูผู้สอน มักใช้วิธีการสอนแบบบรรยายและเน้นการแก้โจทย์ปัญหาตามหนังสือเรียนเป็นหลัก การขาดแคลนสื่อการสอนและกิจกรรมการเรียนรู้แบบปฏิบัติจริง ทำให้เนื้อหาที่สอนมีความเป็นนามธรรมและไม่เชื่อมโยงกับสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน การตั้งคำถามในชั้นเรียนมักเป็นคำถามแบบปิดที่เน้นเพียงการหาคำตอบที่ถูกต้อง ขาดการใช้คำถามปลายเปิดที่กระตุ้นการคิดวิเคราะห์และการคิดขั้นสูง นอกจากนี้ ภาระงานอื่นที่รัดตัวยังทำให้ครู                  มีเวลาจำกัดในการออกแบบนวัตกรรมหรือกระบวนการเรียนรู้ที่ตอบสนองความแตกต่างของผู้เรียนแต่ละบุคคลสภาพปัญหาเหล่านี้จึงเป็นข้อจำกัดสำคัญที่ครูผู้สอนจำเป็นต้องเร่งปรับเปลี่ยนกลยุทธ์    การสอน เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์และทักษะกระบวนการคิดของนักเรียนให้สูงขึ้น พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพรูปแบบการสอนคณิตศาสตร์ตามแนวคิดการสอน แนะให้รู้คิด (CGI) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดขั้นสูง                   เรื่อง ความน่าจะเป็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า มีองค์ประกอบ 5 องค์ประกอบ ได้แก่        1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) เนื้อหา 4) กระบวนการจัดการเรียนรู้ มี 5 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1                 ขั้นเสนอสถานการณ์ปัญหากระตุ้นการคิด (Posing the Problem) ขั้นที่ 2 ขั้นไตร่ตรองและแก้ปัญหาตามลำพัง (Think / Individual Strategy) ขั้นที่ 3 ขั้นจับคู่แลกเปลี่ยนและสะท้อนความคิด (Pair / Collaborative Reflection) ขั้นที่ 4 ขั้นนำเสนอและครูชี้แนะทางปัญญา (Share & Cognitive Guiding) และ ขั้นที่ 5ขั้นสรุปองค์ความรู้และประยุกต์ใช้ขั้นสูง (Summarization & Extension) และ 5) การวัดและประเมินผล การตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบการสอน                         โดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่ามีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.62 , S.D. = 0.51)                   ผลการทดลองนำร่อง เพื่อศึกษาความเป็นไปได้พบว่า รูปแบบการสอนมีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.40/82.66 ซึ่งเป็นไปตาม เกณฑ์ที่กำหนด ผลการทดลองใช้รูปแบบการสอนคณิตศาสตร์ตามแนวคิดการสอนแนะให้รู้คิด (CGI) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดขั้นสูง เรื่อง ความน่าจะเป็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนด้วยรูปแบบการสอนสูงกว่าก่อนเรียนด้วยรูปแบบการสอน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลการประเมินความพึงพอใจต่อรูปแบบการสอนคณิตศาสตร์ตามแนวคิดการสอน แนะให้รู้คิด (CGI) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดขั้นสูง                     เรื่อง ความน่าจะเป็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยรูปแบบการสอนโดยรวมอยู่ในระดับพึงพอใจ มากที่สุด (  = 4.58 , S.D. = 0.49) และครูผู้สอนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการสอนโดยรวมอยู่ใน ระดับพึงพอใจมากที่สุด (  = 4.61 , S.D. = 0.51)   - [แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชา วิทยาการคำนวณ เรื่อง การเขียนโปรแกรมแบบวนซ้ำ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1](https://www.kruchiangrai.net/?p=48361):           ในชีวิตประจำวันอาจพบกับการทำงานหรือปัญหาที่ต้องมีการทำงานด้วยขั้นตอนเดิมซ้ำกันหลายครั้ง เช่นเดียวกับการเขียนโปรแกรม  Scratch ก็มีคำสั่ง repeat ที่ช่วยกำหนดการทำงานซ้ำ เพื่อช่วยให้เขียนโปรแกรมกระชับ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น - [รูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนอนุบาลเชียงราย](https://www.kruchiangrai.net/?p=48173):   - [รายงานการใช้รูปแบบการนิเทศ PIDRE Plus 4L Teamwork เพื่อยกระดับคุณภาพ ความฉลาดรู้ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นตามแนวทาง PISA ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1](https://www.kruchiangrai.net/?p=48172):              สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ได้ศึกษาแนวคิดกระบวนการนิเทศ PIDRE   ร่วมกับ “4L Teamwork” เพื่อขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมและยกระดับผลการประเมิน PISA ตั้งแต่ปีการศึกษา 2566 - 2567 ในการเตรียมความพร้อมรับการประเมิน PISA ปี 2025 สำหรับโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในสังกัด จำนวน 47 โรงเรียน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาครูและนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะด้านความฉลาดรู้ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ Leaders (การบริหารจัดการโดยทีมงานแกนนำ), Level Up (การวางแผนยกระดับคุณภาพ), Literacy Up skill (การพัฒนาความฉลาดรู้), และ Lesson Learned (การนิเทศ ติดตามและถอดบทเรียน) โดยผลการดำเนินงาน พบว่า โรงเรียน ครู และนักเรียนในกลุ่มเป้าหมายมีการตอบสนองต่อกิจกรรมการเตรียมความพร้อมในระดับที่น่าพอใจ โดยเฉพาะการอบรมครู การจัดกิจกรรม PLC การฝึกทักษะการทำแบบทดสอบออนไลน์  PISA Style Online Testing และการเรียนรู้ร่วมกันในระดับสถานศึกษา ผนวกกับการใช้รูปแบบการนิเทศ PIDRE มาผนวกกันจนได้เป็นผลการดำเนินงานที่สามารถเป็นวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศในทางการนิเทศเพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียน ตามกรอบการประเมิน PISA           ในปีการศึกษา 2568 ( ปี ค.ศ.2025 ) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ไม่ได้รับการสุ่มเพื่อเข้ารับการประเมิน PISA ปี 2025  ผู้ศึกษาได้ดำเนินการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง และสรุปผลการดำเนินงานเป็นการรายงานผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน O-NET  ปีการศึกษา 2568 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่พบว่า มีผลการทดสอบระดับชาติ ทั้ง 4 รายวิชา สูงขึ้นกว่าปีการศึกษา 2567  ทั้งนี้ผลลัพธ์ดังกล่าว น่าจะเกิดจากการขับเคลื่อน ส่งเสริม พัฒนาครู และผู้เรียนในการพัฒนาความฉลาดรู้ตามแนว PISA อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน และจากการสรุปผลและถอดบทเรียน พบว่า ปัญหาของการพัฒนาผู้เรียนได้แก่ ด้านการใช้ระบบแบบทดสอบออนไลน์ การขาดความต่อเนื่องในการฝึกฝนของนักเรียน และข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ ซึ่งได้รับการแก้ไขผ่านความร่วมมือของบุคลากรในโรงเรียน บทเรียนสำคัญจากการดำเนินงานชี้ให้เห็นถึงพลังของการทำงานแบบมีส่วนร่วม การสื่อสารและกำหนดเป้าหมายร่วมกันของทีมขับเคลื่อน และความจำเป็นในการพัฒนาครูและนักเรียนอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความพร้อมสู่เวทีมาตรฐานสากล  ทั้งนี้รูปแบบ “4L Teamwork” ที่นำมาผสานกับรูปแบบการนิเทศ PIDRE เป็นแนวทางที่ชัดเจน มีประสิทธิภาพ และสามารถขยายผลเพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในระดับเขตพื้นที่และระดับประเทศต่อไป       - [รูปแบบการนิเทศภายในตามแนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อส่งเสริม การจัดการเรียนรู้เชิงรุกและยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาอย่างยั่งยืนโรงเรียนอนุบาลเกาะจันทน์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 2](https://www.kruchiangrai.net/?p=48123): ชื่อเรื่อง           รูปแบบการนิเทศภายในตามแนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกและยกระดับ                        คุณภาพการจัดการศึกษาอย่างยั่งยืนโรงเรียนอนุบาลเกาะจันทน์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 2 ผู้วิจัย             นางสาวสุวารินทร์  ถิ่นทวี ปีการศึกษา      2568                       การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการพัฒนารูปแบบการนิเทศภายใน 2) สร้างรูปแบบการนิเทศภายใน 3) ทดลองใช้รูปแบบการนิเทศภายใน และ 4) ประเมินรูปแบบการนิเทศภายในตามแนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกและยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาอย่างยั่งยืน โรงเรียนอนุบาลเกาะจันทน์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 2 การวิจัยเป็นแบบวิจัยและพัฒนา (R&D) แบ่งเป็น 4 ขั้นตอน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู จำนวน 45 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบประเมิน และแบบบันทึกข้อมูล โดยค่า IOC ของเครื่องมือทุกฉบับ มีค่าระหว่าง 0.8 - 1.0 ซึ่งได้มาตรฐาน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน                      ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการนิเทศภายในที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการ การวัดและประเมินผล และเงื่อนไขความสำเร็จ โดยมีกระบวนการ 6 ขั้นตอน ได้แก่ การกำหนดเป้าหมาย การวางแผน การปฏิบัติการนิเทศ การสังเกตและสะท้อนผล การนำผลไปใช้ และการขยายผล  ผลการทดลองใช้รูปแบบพบว่า ครูมีความสามารถในการออกแบบและจัดการเรียนรู้เชิงรุกอยู่ในระดับมากที่สุด และมีสมรรถนะการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกในระดับดีเยี่ยม ส่วนคุณภาพการจัดการศึกษาอย่างยั่งยืนพบว่า คุณภาพผู้เรียนและครูอยู่ในระดับยอดเยี่ยมสูงกว่าเกณฑ์เป้าหมายและมีความต่อเนื่องอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ผลการประเมินรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด สรุปได้ว่า รูปแบบการนิเทศภายในตามแนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวาชีพ (PLC) สามารถพัฒนาสมรรถนะครู ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก และยกระดับคุณภาพการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน   คำสำคัญ: การนิเทศภายใน; ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ; การเรียนรู้เชิงรุก; คุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน - [การพัฒนาหนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง สื่อและเกมการศึกษา เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 3](https://www.kruchiangrai.net/?p=48084): บทคัดย่อ          การพัฒนาหนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง สื่อและเกมการศึกษา เพื่อส่งเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 3โรงเรียนเทศบาล ๓ (โศภนพิทยาคุณานุสรณ์) ภาคเรียนที่  2 ปีการศึกษา 2567 นักเรียน 21  คน มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. เพื่อหาประสิทธิภาพของหนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง สื่อและเกมการศึกษาเพื่อส่งเสริมความพร้อมทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 3  ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์โดยใช้หนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง สื่อและเกมการศึกษา 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง สื่อและเกมการศึกษาสำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3  โรงเรียนเทศบาล ๓ (โศภนพิทยาคุณานุสรณ์) สำนักการศึกษา เทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล ๓ (โศภนพิทยาคุณานุสรณ์) ภาคเรียนที่  2 ปีการศึกษา 2567  ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 โดยมีกลุ่มประชากรเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3  โรงเรียนเทศบาล ๓ (โศภนพิทยาคุณานุสรณ์) ภาคเรียนที่  2 ปีการศึกษา 2567  จำนวน  21  คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) หนังสือภาพประกอบคำคล้องจองคำคล้องจอง 2) แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์  3) แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ 4) แบบประเมินความพร้อมทักษะทางคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยนําคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์โดยใช้ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าร้อยละ แล้วเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ ร้อยละ 80       ผลการวิจัยพบว่า ผลการหาประสิทธิภาพของหนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง สื่อและเกมการศึกษาเพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.71 / 84.28  ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 80/80 ผลการใช้หนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง สื่อและเกมการศึกษา พบว่า เด็กปฐมวัยมีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์เพิ่มมากขึ้น ร้อยละ 85.71 ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 80 ที่ตั้งไว้ เด็กปฐมวัยปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อหนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง สื่อและเกมการศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมากโดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.69       - [การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ เรื่อง การเขียนเว็บไซต์ด้วยภาษา HTML ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 ด้วยเทคนิคการการจัดการเรียนรู้เชิงรุก โรงเรียนดงเย็นวิทยาคม](https://www.kruchiangrai.net/?p=48083):                  การพัฒนาบทเรียนออนไลน์พัฒนาบทเรียนออนไลน์  เรื่อง การเขียนเว็บไซต์ด้วยภาษา HTML  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 ด้วยเทคนิคการการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ในครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาวิจัยตามขั้นตอนดังนี้ - [การพัฒนาความสามารถทางคณิตศาสตร์ของเด็กอนุบาลปีที่ 3 โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม](https://www.kruchiangrai.net/?p=48074): การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ เปรียบเทียบความสามารถทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม ประชากรประกอบด้วยเด็กปฐมวัยชายและหญิง อายุระหว่าง 5 – 6 ปี ศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 ที่ โรงเรียนอนุบาลจรูญลองรัตนาคาร ในจังหวัดแพร่ จำนวน 2 ห้องเรียนรวมทั้งสิ้น 47 คน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 23 คน ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม 1 ห้องเรียนจาก 2 ห้องเรียนซึ่งห้องเรียนมีลักษณะคล้ายคลึงกัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม มีค่าความเหมาะสมที่ระดับ 4.25 แปลผลว่า มีความเหมาะสมระดับมาก  และแบบทดสอบความสามารถทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ที่. 87 ในภาพรวมทั้งหมด 5 ด้าน ได้แก่ การนับ การจำแนก การเปรียบเทียบ การเรียงลำดับ และการวัด ระยะเวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน ในช่วงกิจกรรมเสริมประสบการณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาคุณภาพของเครื่องมือ คือ ค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเหมาะสม และสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน คือ ค่าทีที่ไม่เป็นอิสระจากกัน ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมมีความสามารถทางคณิตศาสตร์สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งโดยรวมและรายด้าน โดยมีค่าเฉลี่ยหลังการจัดกิจกรรมของความสามารถทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ในแต่ละด้าน คือ การนับ ( = 7.43) การจำแนก ( = 7.78) การเปรียบเทียบ ( = 7.39) การเรียงลำดับ( = 7.52) และการวัด ( = 7.00)   คำสำคัญ: การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม ความสามารถทางคณิตศาสตร์               เด็กปฐมวัย - [การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ร้อยละ โดยใช้นวัตกรรมทฤษฎีกล่องร้อยละ (Box Percentage Theory) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1](https://www.kruchiangrai.net/?p=48073): https://drive.google.com/file/d/14pgJORXIXf877Mu4EpJfvTJlz4bwhFKb/view?usp=drive_link - [ทฤษฎีกล่องร้อยละ (Box Percentage Theory)](https://www.kruchiangrai.net/?p=48072): https://drive.google.com/file/d/19FikacLfVsr8dW8VBLQQbLlZU5vvtcl9/view?usp=drive_link - [การพัฒนากระบวนการนิเทศเชิงบูรณาการ PAORE เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านการประกันคุณภาพการศึกษาและยกระดับคุณภาพผู้เรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช](https://www.kruchiangrai.net/?p=48061): ชื่อเรื่อง: การพัฒนากระบวนการนิเทศเชิงบูรณาการ PAORE เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านการประกันคุณภาพการศึกษาและยกระดับคุณภาพผู้เรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช ผู้วิจัย: สุบรรณ์ เกราะแก้ว ตำแหน่ง: ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช ปีที่วิจัย: 2564–2568 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) มีวัตถุประสงค์ 4 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาสภาพการดำเนินงานระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาและความต้องการในการนิเทศของสถานศึกษา 2) เพื่อสร้างและพัฒนากระบวนการนิเทศเชิงบูรณาการ PAORE 3) เพื่อศึกษาผลการนำกระบวนการนิเทศเชิงบูรณาการ PAORE ไปใช้ที่มีต่อสมรรถนะครูด้านการประกันคุณภาพการศึกษา คุณภาพผู้เรียน และความพึงพอใจของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน และ 4) เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะและแนวทางปฏิบัติในการนำกระบวนการนิเทศเชิงบูรณาการ PAORE ไปขยายผลเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน การวิจัยดำเนินการร่วมกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ตามแนวคิดของ Kemmis and McTaggart จำนวน 3 วงรอบ ครอบคลุมปีการศึกษา 2565–2567 ในสถานศึกษา 71 แห่ง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษาและข้าราชการครู จำนวน 790 คน (ระยะที่ 1) และจำนวน 710 คน (ระยะที่ 3) รวมถึงครูแกนนำ 40 คน จากสถานศึกษากลุ่มเป้าหมาย 5 แห่งในสหวิทยาเขตหัวไทร เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม แบบทดสอบ แบบนิเทศติดตาม แบบสังเกตชั้นเรียน แบบประเมินนวัตกรรม และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI modified) การทดสอบค่าที (Paired t-test) การวิเคราะห์แนวโน้ม (Trend Analysis) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า สภาพการดำเนินงานระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาโดยภาพรวมมีสภาพที่เป็นจริงอยู่ในระดับมาก (= 3.81–3.99) และสภาพที่คาดหวังอยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.70–4.77) ทุกด้าน ประเด็นที่มีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นสูงสุด ได้แก่ การสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรผ่าน PLC (PNI = 0.37) และผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ที่ดีขึ้นจากการนิเทศ (PNI = 0.37) กลุ่มตัวอย่างต้องการการนิเทศแบบ Coaching & Mentoring มากที่สุด (ร้อยละ 80) ใช้ช่องทางแบบผสมผสาน On-site และ Online (ร้อยละ 52.40) และมีความเชื่อมั่นว่ากระบวนการนิเทศเชิงบูรณาการจะสามารถยกระดับคุณภาพได้อย่างยั่งยืน (ร้อยละ 85.00) กระบวนการนิเทศเชิงบูรณาการ PAORE ที่พัฒนาขึ้นมีโครงสร้าง 5 ขั้นตอน ได้แก่ P–Planning A–Action O–Observation R–Reflection และ E–Evaluation โดยบูรณาการ 3 ระบบงาน ได้แก่ ระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา (IQA) การประเมินผลการปฏิบัติงาน (PA) และการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เข้าเป็นมาตรฐานเดียว (Single Standard) โดยมีหลักสูตรพัฒนาสมรรถนะ 7 หน่วยการเรียนรู้ ผลการนำกระบวนการ PAORE ไปใช้พบว่า ด้านสมรรถนะครู คะแนนเฉลี่ยด้านความรู้หลังอบรมสูงกว่าก่อนอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในทุกวงรอบ โดยวงรอบที่ 1 เพิ่มขึ้น 87 คะแนน (t = 115.89) วงรอบที่ 2 เพิ่มขึ้น 8.77 คะแนน (t = 89.50) และวงรอบที่ 3 เพิ่มขึ้น 8.46 คะแนน (t = 90.71) ทักษะกระบวนการ IQA มีพัฒนาการจากระดับ "ดีเลิศ" (= 4.43) สู่ระดับ "ยอดเยี่ยม" (= 4.65) ด้านคุณภาพสถานศึกษา สถานศึกษาระดับ "ยอดเยี่ยม" เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 28.17 เป็นร้อยละ 40.85 สถานศึกษาที่ไม่บรรลุเป้าหมาย (กลุ่ม YYN/NYN) ลดลงจนเหลือศูนย์ ผลการประเมิน EQA รอบ 5 ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 100 ทั้ง 24 แห่ง และมาตรฐานเขตพื้นที่ (e-MES) ยกระดับจากระดับ 4 สู่ระดับ 5 (ดีเยี่ยม) ด้านการนิเทศติดตามเชิงลึกกับครูแกนนำ 40 คน คุณภาพนวัตกรรมเพิ่มขึ้นจาก = 4.68 เป็น = 4.82 โดยแต่ละสถานศึกษามีอัตลักษณ์นวัตกรรมที่แตกต่างกันตามบริบท ด้านความพึงพอใจ ผู้บริหารและครูมีความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.60, S.D. = 0.11) โดยร้อยละ 83.58 เห็นว่ากระบวนการเป็นระบบและปฏิบัติได้จริง และร้อยละ 71.85 ยืนยันว่าลดความซ้ำซ้อนของงานได้จริง ข้อเสนอแนะและแนวทางการขยายผล ได้แก่ การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบ (IQA Learning Hub) การใช้กลยุทธ์โรงเรียนพี่เลี้ยง (Mentoring System) การจัดเวทีแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice Show & Share) การจัดทำคลังนวัตกรรม (Innovation Repository) และการพัฒนาระบบนิเทศออนไลน์ (Online Coaching System) เพื่อสร้างความยั่งยืนของนวัตกรรม   คำสำคัญ กระบวนการนิเทศเชิงบูรณาการ PAORE, สมรรถนะครูด้านการประกันคุณภาพการศึกษา, คุณภาพผู้เรียน, ระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา, การวิจัยและพัฒนา - [การน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษา ในหลวงรัชกาลที่ 10 เรื่อง การน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของในหลวงรัชกาลที่ 10 สู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม “T-PRASIT Model” ของโรงเรียนวัดธรรมประสิทธิ์ สพป.สมุทรสงคราม](https://www.kruchiangrai.net/?p=48059): บทคัดย่อชื่อผลงาน: การน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของในหลวงรัชกาลที่ 10 สู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม “T-PRASIT Model” หน่วยงาน: โรงเรียนวัดธรรมประสิทธิ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสงคราม ผู้บริหารสถานศึกษา: นางชินีภัชช์ พิลาวร ความเป็นมาและความสำคัญ:ในยุคศตวรรษที่ 21 ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว โรงเรียนวัดธรรมประสิทธิ์เล็งเห็นความจำเป็นในการสร้าง "ภูมิคุ้มกันชีวิต" ให้แก่ผู้เรียน โดยน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของในหลวงรัชกาลที่ 10 มาเป็นเข็มทิศหลักในการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ 4 ด้าน ได้แก่ 1) การมีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง 2) การมีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง-มีคุณธรรม 3) การมีงานทำ-มีอาชีพ และ 4) การเป็นพลเมืองดี วัตถุประสงค์:เพื่อปลูกฝังและพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 4 ด้านผ่านการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนานวัตกรรม “T-PRASIT Model” ให้เป็นต้นแบบในการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาขนาดเล็กอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างภาคีเครือข่ายความร่วมมือ (บ้าน วัด โรงเรียน หรือ บวร) ในการพัฒนาพลเมืองที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน กระบวนการดำเนินงาน (T-PRASIT Model):โรงเรียนขับเคลื่อนนวัตกรรมด้วยวงจรคุณภาพ PDCA และโครงสร้าง T-PRASIT 7 องค์ประกอบ ดังนี้:T (Thai Roots): ศรัทธาในรากเหง้าไทยและสถาบันหลัก P (Positive Mindset): ปรับกระบวนทัศน์เชิงบวกต่อบ้านเมือง R (Responsibility): ฝึกฝนความรับผิดชอบต่อตนเองและส่วนรวม A (Active Learning): จัดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์และการลงมือปฏิบัติจริง S (Skills for Success): พัฒนาทักษะอาชีพผ่านผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น เช่น "น้ำพริกเผาลูกแสม" I (Integrity): ปลูกฝังความซื่อสัตย์สุจริตและภูมิคุ้มกันทางจริยธรรม T (Togetherness): สร้างพลังความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายเพื่อความยั่งยืน ผลสำเร็จของการดำเนินงาน:เป้าหมายเชิงปริมาณ: นักเรียนและครูร้อยละ 100 มีส่วนร่วมและผ่านการประเมินในระดับดีเยี่ยม เป้าหมายเชิงคุณภาพ: นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเชิงประจักษ์ มีความภาคภูมิใจในถิ่นกำเนิด มีระเบียบวินัย มีทักษะอาชีพที่พึ่งพาตนเองได้ และเติบโตเป็นพลเมืองดีที่มีจิตสาธารณะต่อชุมชน สถานศึกษาได้รับการยอมรับในฐานะโรงเรียนต้นแบบที่มีวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ในการน้อมนำพระบรมราโชบายสู่การปฏิบัติ - [การพัฒนากลยุทธ์ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนโยธินบำรุง](https://www.kruchiangrai.net/?p=47952): วิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนโยธินบำรุง 2) เพื่อพัฒนากลยุทธ์ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนโยธินบำรุง 3) เพื่อศึกษาผลการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนโยธินบำรุง ด้านคุณภาพผู้เรียนตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจในผลการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนโยธินบำรุง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามแบบสัมภาษณ์ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ คณะกรรมการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ครู และตัวแทนชุมชน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น จากแบบสอบถามและการสัมภาษณ์คณะกรรมการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ครูและตัวแทนชุมชน ต่อจากนั้นจัดทำกลยุทธ์โดยใช้เทคนิค SWOT ในการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมการดำเนินการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน นำผลการวิเคราะห์มาจัดทำกลยุทธ์และตรวจสอบกลยุทธ์ โดยการจัดประชุมสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มีค่าเฉลี่ยสูงสุดลำดับแรกคือ การมีส่วนร่วมของชุมชนในการดำเนินการ รองลงมาคือ การมีส่วนร่วมของชุมชน ในการรับผลประโยชน์ และค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ การมีส่วนร่วมของชุมชนในการประเมินผล ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า มีค่าเฉลี่ยสูงสุดลำดับแรกคือ การมีส่วนร่วม ของชุมชนในการริเริ่ม รองลงมาคือ การมีส่วนร่วมของชุมชนในการวางแผน และค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ การมีส่วนร่วมของชุมชนในการรับผลประโยชน์ กลยุทธ์ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ประกอบด้วย 5 กลยุทธ์หลัก 13 กลยุทธ์รอง และ 56 วิธีการ ได้แก่ กลยุทธ์หลักที่ 1 ริเริ่มแนวทาง ประสานชุมชน ประกอบด้วย 2 กลยุทธ์รอง กลยุทธ์หลักที่ 2 ร่วมคิดค้นวางแผน ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์รอง กลยุทธ์หลักที่ 3 มุ่งมั่นดำเนินงานสู่ความเป็นเลิศ ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์รอง กลยุทธ์หลักที่ 4  มุ่งสร้างคุณภาพการประเมินผลสู่ความเข้มแข็ง ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์รอง และกลยุทธ์หลักที่ 5 มุ่งสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนร่วมกัน ประกอบด้วย 2 กลยุทธ์รอง ผลสำเร็จของการดำเนินงานระบบดูแล ช่วยเหลือนักเรียน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนโยธินบำรุง ปรากฏผลดังนี้ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้และทุกระดับชั้น นักเรียนมีความรู้ความสามารถทางวิชาการได้รับรางวัลการแข่งขันทักษะทางวิชาการในระดับต่าง ๆ นักเรียนมีความประพฤติดี กริยามารยาทเรียบร้อย นักเรียนมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ชอบออกกำลังกาย นักเรียนได้รับการดูแลช่วยเหลือจากชุมชน ผู้มีอุปการคุณ และหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ทุนการศึกษา อุปกรณ์การเรียน ความพึงพอใจของครู ผู้ปกครองและนักเรียนในผลการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือ นักเรียน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด - [รายงานการพัฒนารูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของครูผู้สอนโรงเรียนบ้านลูโบ๊ะบาตู](https://www.kruchiangrai.net/?p=47816): ชื่อเรื่อง ผู้รายงาน : : ปีการศึกษา : รายงานการพัฒนารูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของครูผู้สอนโรงเรียนบ้านลูโบ๊ะบาตู นายนัสรูดิน โต๊ะนากายอ ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านลูโบ๊ะบาตู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 2566 บทคัดย่อ การพัฒนารูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู ้ทางวิชาชีพ เพื ่อพัฒนาการจัดการเรียนรู ้เชิงรุก (Active Learning) ของครูผู ้สอนโรงเรียนบ้านลูโบ๊ะบาตู ครั ้งนี ้ มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื ่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการชุมชนแห่งการเรียนรู ้ทางวิชาชีพ เพื ่อพัฒนาการจัดการเรียนรู ้เชิงรุก (Active Learning) ของครูผู ้สอนโรงเรียนบ้านลูโบ๊ะบาตู 2) สร้างและตรวจสอบรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู ้ทางวิชาชีพ เพื ่อพัฒนาการจัดการเรียนรู ้เชิงรุก (Active Learning) ของครูผู ้สอนโรงเรียนบ้านลูโบ๊ะบาตู 3) ทดลองใช้รูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู ้ทางวิชาชีพ เพื ่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของครูผู ้สอนโรงเรียนบ้านลูโบ๊ะบาตู และ 4) เพื ่อประเมินความเหมาะสมและความเป็นประโยชน์ในการนำไปปฏิบัติของรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู ้ทางวิชาชีพ เพื ่อพัฒนาการจัดการเรียนรู ้เชิงรุก (Active Learning) ของครูผู ้สอนโรงเรียนบ้านลูโบ๊ะบาตู โดยมีขั ้นตอนการวิจัย 4 ขั ้นตอน ได้แก่ ขั ้นตอนที ่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของครูผู ้สอนโรงเรียนบ้านลูโบ๊ะบาตู โดยผู ้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน ครูผู ้สอน จำนวน 11 คน และ คณะกรรมการสถานศึกษาขั ้นพื ้นฐาน จำนวน 7 คน ขั ้นตอนที ่ 2 สร้างและตรวจสอบรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู ้ทางวิชาชีพ เพื ่อพัฒนาการจัดการเรียนรู ้เชิงรุก (Active Learning) ของครูผู ้สอนโรงเรียนบ้านลูโบ๊ะบาตู โดยผู ้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน ขั ้นตอนที ่ 3 ทดลองใช้รูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู ้ทางวิชาชีพ เพื ่อพัฒนาการจัดการเรียนรู ้เชิงรุก (Active Learning) ของครูผู ้สอนโรงเรียนบ้านลูโบ๊ะบาตู โดยครูผู ้สอน จำนวน 11 คน และขั ้นตอนที ่ 4 ประเมินความเหมาะสมและความเป็นประโยชน์ในการนำไปปฏิบัติของรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู ้ทางวิชาชีพ เพื ่อพัฒนาการจัดการเรียนรู ้เชิงรุก (Active Learning) ของครูผู ้สอนโรงเรียนบ้านลูโบ๊ะบาตู โดยครูผู ้สอน จำนวน 11 คน เครื ่องมือที ่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื ้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี ่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการชุมชนแห่งการเรียนรู ้ทางวิชาชีพ เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของครูผู ้สอนโรงเรียนบ้านลูโบ๊ะบาตู พบว่า สภาพปัจจุบันชุมชนแห่งการเรียนรู ้ทางวิชาชีพภาพรวมอยู ่ในระดับปานกลาง และความต้องการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพภาพรวมอยู่ในระดับมาก และสภาพปัจจุบันพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกภาพรวมอยู ่ในระดับปานกลาง และความต้องการพัฒนาการจัดการเรียนรู ้เชิงรุก ภาพรวมอยู ่ในระดับมาก 2. ผลการสร้างและตรวจสอบรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู ้ทางวิชาชีพ เพื ่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของครูผู้สอนโรงเรียนบ้านลูโบ๊ะบาตู พบว่า ผลการสร้างรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู ้ทางวิชาชีพ เพื ่อพัฒนาการจัดการเรียนรู ้เชิงรุก (Active Learning) ของครูผู ้สอนโรงเรียนบ้านลูโบ๊ะบาตู ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการของรูปแบบ วัตถุประสงค์ของรูปแบบ เนื ้อหาของรูปแบบ กระบวนการของรูปแบบ และการวัดและประเมินผล การตรวจสอบรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู ้ทางวิชาชีพ เพื ่อพัฒนาการจัดการเรียนรู ้เชิงรุก (Active Learning) ของครูผู้สอนโรงเรียนบ้านลูโบ๊ะบาตู ของผู ้ทรงคุณวุฒิ พบว่า ความถูกต้องภาพรวมอยู ่ในระดับมาก และความเป็นไปได้ภาพรวม อยู ่ในระดับมากที ่สุด และการประเมินคู ่มือการใช้รูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู ้ทางวิชาชีพ เพื ่อพัฒนาการจัดการเรียนรู ้เชิงรุก (Active Learning) ของครูผู ้สอนโรงเรียนบ้านลูโบ๊ะบาตู พบว่า ความถูกต้องของคู ่มือการใช้รูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู ้ทางวิชาชีพ เพื ่อพัฒนาการจัดการเรียนรู ้เชิงรุก (Active Learning) ของครูผู ้สอนโรงเรียนบ้านลูโบ๊ะบาตู ภาพรวมอยู ่ในระดับมากที ่สุด และความเป็นไปได้ของคู ่มือการใช้รูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทางวิชาชีพ เพื ่อพัฒนาการจัดการเรียนรู ้เชิงรุก (Active Learning) ของครูผู ้สอนโรงเรียน บ้านลูโบ๊ะบาตู ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3. ผลการทดลองใช้รูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู ้ทางวิชาชีพ เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู ้เชิงรุก (Active Learning) ของครูผู ้สอนโรงเรียนบ้านลูโบ๊ะบาตู พบว่า ก่อนการจัดกิจกรรมภาพรวมอยู่ในระดับมาก และหลังการจัดกิจกรรมภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 4. ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นประโยชน์ในการนำไปปฏิบัติของ รูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู ้ทางวิชาชีพ เพื ่อพัฒนาการจัดการเรียนรู ้เชิงรุก (Active Learning) ของครูผู ้สอนโรงเรียนบ้านลูโบ๊ะบาตู พบว่า ภาพรวมอยู ่ในระดับมาก และความเป็นประโยชน์ในการนำไปปฏิบัติของรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู ้ทางวิชาชีพ เพื ่อพัฒนาการจัดการเรียนรู ้เชิงรุก (Active Learning) ของครูผู้สอนโรงเรียนบ้านลูโบ๊ะบาตู พบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด - [วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) เรื่อง การน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของในหลวงรัชการที่ 10 สู่การปฏิบัติ](https://www.kruchiangrai.net/?p=43203): มิติด้านการบริหารจัดการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์ พระบรมราโชบายด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 10) ทั้ง 4 ด้าน อันได้แก่ 1) การมีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง 2) การมีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง-มีคุณธรรม 3) การมีงานทำ-มีอาชีพ และ 4) การเป็นพลเมืองดี มิได้เป็นเพียงหลักการจัดการศึกษาทั่วไป หากแต่เป็น "รากฐานแห่งการพัฒนาทุนมนุษย์" (Human Capital Development) ที่สำคัญที่สุดตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บทการพัฒนา การเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21            โรงเรียนบ้านบ่ออิฐได้น้อมนำแนวทางดังกล่าวมาวิเคราะห์บูรณาการร่วมกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ซึ่งเน้นย้ำความสมบูรณ์ของมนุษย์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และคุณธรรม ประกอบกับการขับเคลื่อนนโยบาย "เรียนดี มีคุณธรรม" และแนวทาง 3Q 1-4-1 SK1 (Quality Control) ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 นำไปสู่การริเริ่มสร้างนวัตกรรม "นักเรียนบ่ออิฐ น้อมนำพระบรมราโชบาย สู่เป้าหมายคนดี ทัศนคติดี         วิถีธรรมดี มีอาชีพ" เพื่อยกระดับโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศผ่านกระบวนการบริหารจัดการเชิงนวัตกรรมที่ทันสมัยด้วยความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผู้เรียนให้สามารถดำรงชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ท่ามกลาง     การเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล สถานศึกษาจึงได้กำหนดวัตถุประสงค์และตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจนเพื่อเป็นเข็มทิศในการดำเนินงาน - [การศึกษาผลกระทบการจัดการศึกษาแบบเรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษา กับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ทวิศึกษา) ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และทักษะวิชาชีพ ของนักเรียนโรงเรียนโนนโพธิ์ศรีวิทยาคม สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ](https://www.kruchiangrai.net/?p=43075): บทคัดย่อ   การวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาผลกระทบการจัดการศึกษาแบบเรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษา กับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ทวิศึกษา) ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และทักษะวิชาชีพ ของนักเรียนโรงเรียนโนนโพธิ์ศรีวิทยาคม สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น  วัตถุประสงค์หลักของการวิจัยนี้  1) เพื่อศึกษาผลกระทบการจัดการศึกษาแบบเรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษา กับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ทวิศึกษา) ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนโรงเรียนโนนโพธิ์ศรีวิทยาคม สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น และ 2) เพื่อศึกษาผลกระทบการจัดการศึกษาแบบเรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษา กับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ทวิศึกษา) ต่อทักษะวิชาชีพ ของนักเรียนโรงเรียนโนนโพธิ์ศรีวิทยาคม สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่    นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่สมัครเข้าเรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษา และมัธยมศึกษาตอนปลาย (ทวิศึกษา) ของโรงเรียนโนนโพธิ์ศรีวิทยาคม สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น จำนวน 84 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ผลการวิจัยพบว่า ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่เรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษา และมัธยมศึกษาตอนปลาย (ทวิศึกษา) ของนักเรียนโรงเรียนโนนโพธิ์ศรีวิทยาคม สังกัดองค์การบริหารส่วนจังวัดขอนแก่น พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มาก ( (x̄) = 4.04 , S.D = 0.70 ) พิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงค่าเฉลี่ยระดับความคิดเห็นที่ มาก 3 อันดับแรก พบว่า ปัจจัยด้านครอบครัวและเพื่อน (x̅ = 4.19 S.D = 0.72)  รองลงมา คือ ด้านการจัดการศึกษา (x̅ = 4.15 S.D = 0.69) และปัจจัยด้านลักษณะส่วนบุคคล (x̅ = 3.79 S.D = 0.68) ตามลำดับ    ด้านทักษะวิชาชีพ  ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่เรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษา และมัธยมศึกษาตอนปลาย (ทวิศึกษา) ของนักเรียนโรงเรียนโนนโพธิ์ศรีวิทยาคม สังกัดองค์การบริหารส่วนจังวัดขอนแก่น พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มาก (x̅ = 4.10 S.D = 0.56)  พิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงค่าเฉลี่ยระดับความคิดเห็นที่มาก 3 อันดับแรก พบว่า ทักษะการสื่อสาร (x̅ = 4.28 S.D = 0.70)  รองลงมา คือ ทักษะสารสนเทศ สื่อเทคโนโลยี (x̅ = 4.23 S.D = 0.70) และทักษะกระบวนการทำงาน (x̅ = 4.14 S.D = 0.70) ตามลำดับ               Abstract This study evaluates the impact of the Dual Vocational and Secondary Education (Dual Program) on the academic achievement and vocational skills of students at Nonphosriwittayakhom School under KhonKaen Provincial Administrative Organization.          The objectives were: 1) to examine the program's effect on academic performance and 2) to assess its influence on professional skill development. Using purposive sampling, analyzed data from 84 senior secondary students enrolled in the integrated curriculum. The study findings are summarized as follows: Academic Achievement: The integrated curriculum significantly impacted students' academic performance at a high level ((x)= 4.04, S.D. = 0.70). The top three influential factors, ranked by mean score, were: Family and Peers (x)= 4.19, S.D. = 0.72), Educational Management (x̅)= 4.15, S.D. = 0.69), and Individual Characteristics ( x̅)= 3.79, S.D. = 0.68), respectively. Vocational Skills: The program's impact on professional skills was at a high level (x)= 4.10, S.D. = 0.56). The most significant skill sets developed were Communication Skills (x̅)= 4.28, S.D. = 0.70), followed by Information, Media, and Technology Skills (x̅)= 4.23, S.D. = 0.70), and Work Process Skills (x̅)= 4.14, S.D. = 0.70), respectively. - [รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยบูรณาการแนวคิดการเรียนรู้ แบบบริบทและปัญหาเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1](https://www.kruchiangrai.net/?p=43062): การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน สภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ 2) ออกแบบ พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และประเมินคุณภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการจัด         การเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ในประเด็นย่อย ดังนี้ 3.1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ 3.2) ศึกษาทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหาของนักเรียนหลังเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ 3.3) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ และ 4) ปรับปรุงรูปแบบการจัด      การเรียนรู้ ให้มีความสมบูรณ์ ดำเนินการวิจัย ใน 4 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การวิจัย (Research : R1) ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน สภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในพัฒนารูปแบบการจัด      การเรียนรู้ โดยการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสอบถามความคิดเห็น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 54 คน และการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนา (Develop : D1) ออกแบบพัฒนาและประเมินคุณภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ จากนั้นประเมินคุณภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ในด้านความถูกต้อง (Accuracy Standard) ด้านความเหมาะสม (Propriety Standard) ด้านความเป็นไปได้ (Feasibility Standard) และด้านการนำไปใช้ประโยชน์ (Utility Standard) โดยการสอบถามความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน จากนั้นจึงนำรูปแบบการจัด      การเรียนรู้ ไปทดลองใช้เพื่อหาประสิทธิภาพแบบเดี่ยว แบบกลุ่มเล็ก และแบบภาคสนาม ขั้นตอนที่ 3       การวิจัย (Research : R2) ทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2           ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนพนมมาศพิทยากร อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 27 คน                แล้วดำเนินการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ระหว่างก่อนเรียนและ     หลังเรียน ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ศึกษาทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหาของนักเรียน และศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ขั้นตอนที่ 4 การพัฒนา (Develop : D2) ปรับปรุงรูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยนำเสนอรูปแบบ          การจัดการเรียนรู้แก่ครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สถานศึกษาในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 5 โรงเรียน และสัมภาษณ์ครูผู้สอนวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับจุดเด่น ข้อจำกัดของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการที่ทำให้รูปแบบ      การจัดการเรียนรู้บรรลุวัตถุประสงค์ เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปปรับปรุงรูปแบบการจัดการเรียนรู้ให้มี         ความสมบูรณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ค่าเฉลี่ย () ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และการทดสอบทีแบบกลุ่มไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test dependent) ผลการวิจัย ปรากฏดังนี้ สภาพปัจจุบันในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา ตามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในภาพรวม มีการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง (= 3.40, SD = 0.52) สภาพปัญหาในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิด      อย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา ตามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในภาพรวม           มีการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง ( = 3.32, SD = 0.55) ความต้องการในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้แก่ ต้องการให้ครูผู้สอนจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้กิจกรรมที่ใช้ปัญหาหรือสถานการณ์ใกล้ตัวเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ ต้องการสื่อการสอนที่ช่วยให้นักเรียนได้ฝึกคิดวิเคราะห์ ทดลอง และอธิบายเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ต้องการเรียนเนื้อหาวิทยาศาสตร์ในเรื่องเกี่ยวกับปัญหาที่พบในชีวิตจริงและการหาวิธีแก้ไขปัญหา ต้องการให้มีการประเมินผลการเรียนรู้ จากการปฏิบัติการทดลองและกระบวนการทำงาน ต้องการให้การกำหนด ปัญหาที่เกิดจากสถานการณ์ใกล้ตัวหรือชีวิตประจำวัน และต้องการแสวงหาความรู้สำหรับการเรียนวิทยาศาสตร์จากอินเทอร์เน็ต / เว็บไซต์ทางการศึกษา ส่วนความต้องการในการพัฒนารูปแบบ  การจัดการเรียนรู้ จากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ พบว่า (1) หลักการ       ควรยึดหลักการจัดการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ โดยเริ่มต้นจากการนำเสนอบริบทหรือปัญหาที่ใกล้ตัวและสอดคล้องกับชีวิตจริงของนักเรียน (2) เป้าหมาย คือ การพัฒนานักเรียนให้มีทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและความสามารถในการแก้ปัญหา (3) สาระการเรียนรู้ ควรเป็นสาระการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับบริบทชีวิตจริงและสถานการณ์ใกล้ตัวของนักเรียน (4) กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ควรเป็นกระบวนการที่มีลำดับขั้นตอนชัดเจน เอื้อต่อการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และส่งเสริมให้นักเรียน      มีบทบาทสำคัญในการเรียนรู้ และ (5) การวัดและประเมินผล ควรเป็นการประเมินที่สอดคล้องกับกระบวนการจัดการเรียนรู้ โดยเน้นการประเมินตามสภาพจริง     รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยบูรณาการแนวคิดการเรียนรู้แบบบริบทและปัญหาเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ องค์ประกอบที่ 1 หลักการ องค์ประกอบที่ 2 เป้าหมาย องค์ประกอบที่ 3 สาระการเรียนรู้ องค์ประกอบที่ 4 กระบวนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย 5 ขั้น คือ ขั้นนำเสนอบริบท (See Context) ขั้นระบุปัญหา (State Problem) ขั้นสืบค้นข้อมูลและลงมือปฏิบัติ (Search) ขั้นนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหา (Solve) ขั้นสะท้อนผลและสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ (Share) และองค์ประกอบที่ 5 การวัดและประเมินผล ซึ่งรูปแบบการจัดการเรียนรู้มีคุณภาพในด้านความถูกต้อง (Accuracy Standard) ด้านความเหมาะสม (Propriety Standard) ด้านความเป็นไปได้ (Feasibility Standard) และด้านการนำไปใช้ประโยชน์ (Utility Standard) อยู่ในระดับมากที่สุด ทุกด้าน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา ในภาพรวมอยู่ในระดับดีเยี่ยม (= 2.57) และมีความคิดเห็นต่อกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ อยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.65, SD = 0.45) ประเด็นการปรับปรุงรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ให้มีความสมบูรณ์ ดังนี้ (1) จุดเด่น ได้แก่ รูปแบบการจัดการเรียนรู้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักเรียนในการเรียนรู้มากขึ้น และรูปแบบการจัดการเรียนรู้ใช้ปัญหาหรือสถานการณ์ใกล้ตัวเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ ช่วยกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสนใจและตั้งคำถามด้วยตนเอง รวมถึงรูปแบบการจัดการเรียนรู้ปรับเปลี่ยนบทบาทของครูจากผู้ถ่ายทอดความรู้มาเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ (2) ข้อจำกัด ได้แก่ การจัดการชั้นเรียนและความแตกต่างระหว่างบุคคล และการวางแผนและการเตรียมการอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการออกแบบสถานการณ์ปัญหาให้เหมาะสม (3) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการที่ทำให้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ บรรลุวัตถุประสงค์ ดังนี้ (3.1) ด้านครูผู้สอน ได้แก่ ครูผู้สอนควรมีความเข้าใจอย่างชัดเจนในหลักการและกระบวนการของรูปแบบ การจัดการเรียนรู้ และการพัฒนาทักษะการสะท้อนคิดและการให้ข้อมูลย้อนกลับ (3.2) ด้านเทคนิค การจัดการเรียนรู้ ได้แก่ ความเชี่ยวชาญของครูในการตั้งคำถามกระตุ้นการคิด และการจัดการชั้นเรียนระหว่างทำกิจกรรมกลุ่ม (3.3) ด้านการประเมินผล ได้แก่ ความต่อเนื่องของการประเมินเพื่อพัฒนา       - [การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้บนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสานสู่ห้องปฏิบัติการธรรมชาติและแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อเสริมสร้างทักษะวิทยาศาสตร์ขั้นสูงสำหรับผู้เรียนที่มีความหลากหลาย ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอนุบาลบึงบูรพ์](https://www.kruchiangrai.net/?p=43044): การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้บนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสานสู่ห้องปฏิบัติการธรรมชาติและแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อเสริมสร้างทักษะวิทยาศาสตร์ขั้นสูงสำหรับผู้เรียนที่มีความหลากหลาย ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอนุบาลบึงบูรพ์ Development of an Instructional Model Based on Isan Local Wisdom toward Natural Laboratory and Digital Platform to Enhance Advanced Scientific Skills for Diverse Learners in Grade 5 at Anuban Bueng Boon School สรญา มนตรีโพธิ์ Soraya Montreepho ปีที่วิจัย: 2568   บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาและวิเคราะห์สภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์บนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสานสำหรับผู้เรียนที่มีความหลากหลาย (2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้บนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสานสู่ห้องปฏิบัติการธรรมชาติและแพลตฟอร์มดิจิทัล (3) ทดลองใช้และศึกษาผลต่อการพัฒนาทักษะวิทยาศาสตร์ขั้นสูง และ (4) ประเมินและปรับปรุงรูปแบบให้มีประสิทธิภาพและความเหมาะสม การวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา (R&D) แบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน การพัฒนารูปแบบ การทดลองใช้ และการประเมินปรับปรุง กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอนุบาลบึงบูรพ์ จำนวน 30 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบทักษะวิทยาศาสตร์ขั้นสูง แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบประเมินคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า (1) สภาพการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ปัจจุบันอยู่ในระดับปานกลาง มีปัญหาด้านการวัดประเมินผล การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการตอบสนองความหลากหลายของผู้เรียน (2) รูปแบบที่พัฒนาชื่อ "SORAYA Instructional Approach" ประกอบด้วย 7 ขั้นตอน ได้แก่ สำรวจและค้นหา (Survey and Observe) สืบค้นและวิเคราะห์ (Research and Analyze) ทดลองและสร้างสรรค์ (Action and Create) สะท้อนและประเมิน (Reflect and Assess) ประยุกต์ใช้ (Apply) แบ่งปันและขยายผล (Yield and Amplify) และหล่อหลอมบูรณาการ (Amalgamate) โดยบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสาน ห้องปฏิบัติการธรรมชาติ และแพลตฟอร์มดิจิทัล (3) ผลการทดลองใช้พบว่านักเรียนมีทักษะวิทยาศาสตร์ขั้นสูงเพิ่มขึ้นจากระดับปานกลาง (ร้อยละ 55.1) เป็นระดับดี (ร้อยละ 72.46) เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.36 โดยทักษะการประยุกต์ใช้ความรู้วิทยาศาสตร์ในชีวิตจริงพัฒนาสูงสุด และ (4) ผลการประเมินพบว่ารูปแบบมีคุณภาพระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.56 จาก 5.00) และความพึงพอใจระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.51 จาก 5.00) โดยเฉพาะด้านการบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นกับวิทยาศาสตร์สากลและการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง สรุปได้ว่า รูปแบบ SORAYA Instructional Approach มีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างทักษะวิทยาศาสตร์ขั้นสูงสำหรับผู้เรียนที่มีความหลากหลาย สามารถบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสานกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง คำสำคัญ: รูปแบบการจัดการเรียนรู้, ภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสาน, ห้องปฏิบัติการธรรมชาติ, ทักษะวิทยาศาสตร์ขั้นสูง, ผู้เรียนที่มีความหลากหลาย   Abstract This research aimed to: (1) investigate and analyze the current situation, problems, and needs in science instruction based on Isan local wisdom for diverse learners, (2) develop an instructional model based on Isan local wisdom toward natural laboratory and digital platform, (3) implement and examine the effects on advanced scientific skills development, and (4) evaluate and refine the model for effectiveness and appropriateness. This R&D study consisted of four phases: baseline investigation, model development, implementation, and evaluation-refinement. The target group comprised 30 fifth-grade students at Anuban Bueng Boon School. Research instruments included questionnaires, interviews, advanced scientific skills tests, satisfaction assessments, and expert validation forms. Data were analyzed using means, standard deviations, and content analysis. Findings revealed that: (1) Current science instruction was at a moderate level, with challenges in assessment, digital technology integration, and addressing learner diversity. (2) The developed model, "SORAYA Instructional Approach," comprised seven stages: Survey and Observe, Research and Analyze, Action and Create, Reflect and Assess, Apply, Yield and Amplify, and Amalgamate, systematically integrating Isan local wisdom, natural laboratory, and digital platform. (3) Implementation results showed students' advanced scientific skills improved from moderate (55.1%) to good level (72.46%), a 17.36% increase, with application of scientific knowledge in real-life contexts showing highest development. (4) Expert evaluation rated model quality at the highest level (mean = 4.56/5.00), with stakeholder satisfaction also at the highest level (mean = 4.51/5.00), particularly in integrating local wisdom with universal science and experiential learning. In conclusion, SORAYA Instructional Approach effectively enhances advanced scientific skills for diverse learners, successfully integrates Isan local wisdom with modern science education, and gains acceptance from experts and stakeholders. Keywords: Instructional Model, Isan Local Wisdom, Natural Laboratory, Advanced Scientific Skills, Diverse Learners - [รายงานการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะ : การเรียนรู้แบบองค์รวม โรงเรียนตระกาศประชาสามัคคี](https://www.kruchiangrai.net/?p=43027): ชื่อผลงาน เรื่อง  รายงานการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะ : การเรียนรู้แบบองค์รวม โรงเรียนตระกาศประชาสามัคคี ชื่อผู้ประเมิน     นายวัฉระย์  เชื้อพันธ์ ตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงเรียนตระกาศประชาสามัคคี วิทยฐานะรองผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ ปีที่รายงาน       2567     บทสรุปสำหรับผู้บริหาร             การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อศึกษาศักยภาพ และความต้องการในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะ การเรียนรู้แบบองค์รวม ของโรงเรียนตระกาศประชาสามัคคีและชุมชน 2) พัฒนาหลักสูตร 3) ศึกษาผลการใช้ทั้งประสิทธิภาพผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทักษะการทำงาน และเจตคติต่อการเรียนของนักเรียน และ 4) ศึกษาความเป็นไปได้ในการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะ การเรียนรู้แบบองค์รวม กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ของโรงเรียนตระกาศประชาสามัคคี ปีการศึกษา 2567 จำนวน 215 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ หลักสูตรสถานศึกษา เรื่อง การปลูกยางพารา แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบวัดทักษะการทำงาน แบบวัดคุณลักษณะที่ดีในการทำงาน และ แบบวัดเจตคติต่อการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และทดสอบค่าทีชนิดกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent Samples t-test) ผลการวิจัยพบว่า ผลการศึกษาศักยภาพและความต้องการในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะ การเรียนรู้แบบองค์รวม ของโรงเรียนตระกาศประชาสามัคคีและชุมชน พบว่า ผู้อำนวยการโรงเรียน ครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน นักเรียนและผู้ปกครองของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนตระกาศประชาสามัคคี ต้องการให้มีการสอนโดยใช้หลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะ การเรียนรู้แบบองค์รวม หลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะ การเรียนรู้แบบองค์รวม ที่พัฒนาขึ้นมีส่วนประกอบ 2 ส่วน ได้แก่ 1) เอกสารหลักสูตร มี 13 องค์ปะกอบ ได้แก่ หลักการและเหตุผล วิสัยทัศน์ ภารกิจ จุดมุ่งหมาย โครงสร้างหลักสูตร สาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้และสาระการเรียนรู้ คำอธิบายรายวิชา หน่วยการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ สื่อการเรียนการสอนและ แหล่งเรียนรู้ การวัดและประเมินผล และ 2) เอกสารประกอบหลักสูตร มี 2 องค์ปะกอบ ได้แก่ คู่มือการใช้หลักสูตรและแผนการจัดการเรียนรู้ ผลการประเมินความเหมาะสมของหลักสูตรโดย ผู้เชี่ยวชาญมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ผลการศึกษาผลการใช้หลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะ การเรียนรู้แบบองค์รวม พบว่า    3.1 ประสิทธิภาพของหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะ การเรียนรู้แบบองค์รวม ระดับชั้น มัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนตระกาศประชาสามัคคี เท่ากับ 82.23 / 81.03 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้    3.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนะดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนตระกาศประชาสามัคคีที่เรียนด้วยหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะ การเรียนรู้แบบองค์รวม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01    3.3 ทักษะการทำงานของนักเรียนได้รับการเรียนการสอนตามหลักสูตรโรงเรียน อยู่ในระดับดีขึ้นไป (ร้อยละ 70 ขึ้นไป)    3.4 คุณลักษณะที่ดีในการทำงานของนักเรียนที่ได้รับการเรียนการสอนตาม หลักสูตรโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก (ร้อยละ 80 ขึ้นไป)    3.5 เจตคติของนักเรียนทุกโรงเรียนที่มีต่อการเรียนตามหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะ การเรียนรู้แบบองค์รวม โดยรวมอยู่ในระดับมาก ผลการศึกษาความเป็นไปได้ในการบริหารหลักสูตรและการประเมินคุณภาพ หลักสูตร พบว่า ระบบบริหารจัดการที่เอื้อต่อการพัฒนาหลักสูตร ดำเนินการโดยใช้ชุมชน โรงเรียน และผู้วิจัยได้มีส่วนร่วมตั้งแต่การร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติ และร่วม ประเมินผล ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนคือ 1) การศึกษาและสำรวจข้อมูลพื้นฐาน 2) การพัฒนา หลักสูตร 3) การทดลองใช้หลักสูตร 4) การประเมินและปรับปรุงหลักสูตร     คำสำคัญ : หลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะ การเรียนรู้แบบองค์รวม - [การพัฒนารูปแบบนิเทศการสอนตามแนวทางการเรียนรู้แบบองค์รวมเพื่อเสริมสร้างทักษะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 โรงเรียนตระกาศประชาสามัคคี](https://www.kruchiangrai.net/?p=43026): สามัคคี ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ทักษะการคิดขั้นสูงและการแก้ปัญหา 2) ทักษะการสื่อสารและการทำงานร่วมกัน 3) ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ 4) ทักษะชีวิตการเรียนรู้ด้วยตนเองและการปรับตัวในสังคมแห่งการเปลี่ยนแปลง - [การพัฒนาการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIRC ร่วมกับใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด สนุกกับภาษาทัศนาท้องถิ่นพะเยา เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3](https://www.kruchiangrai.net/?p=43017): บทคัดย่อ   เรื่อง                        การพัฒนาการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIRC                               ร่วมกับใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด สนุกกับภาษาทัศนาท้องถิ่นพะเยา                               เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการเรียนรู้                               สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้รายงาน                   นางวิราวรรณ ภาพพิชวงศ์ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ                               โรงเรียนราชานุเคราะห์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 ปีที่ศึกษา                   2568            การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIRC ร่วมกับใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน               ชุด สนุกกับภาษาทัศนาท้องถิ่นพะเยา เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIRC ร่วมกับใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด สนุกกับภาษาทัศนาท้องถิ่นพะเยา เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIRC ร่วมกับใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด สนุกกับภาษาทัศนาท้องถิ่นพะเยา เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIRC ร่วมกับใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด สนุกกับภาษาทัศนาท้องถิ่นพะเยา เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ 4) เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความคงทนในการเรียนรู้และความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIRC ร่วมกับใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด สนุกกับภาษาทัศนาท้องถิ่นพะเยา เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทาง               การเรียนและความคงทนในการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3           กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา ครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน                  ราชานุเคราะห์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 ภาคเรียนที่ 2                   ปีการศึกษา 2568 จำนวนนักเรียน 19 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIRC ร่วมกับใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด สนุกกับภาษาทัศนาท้องถิ่นพะเยา เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้น            ประถมศึกษาปีที่ 3 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIRC ร่วมกับใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด สนุกกับภาษาทัศนาท้องถิ่นพะเยา เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เป็นแบบทดสอบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIRC ร่วมกับใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด สนุกกับภาษาทัศนาท้องถิ่นพะเยา เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แบบแผนการวิจัยเป็น Pre Experimental Designs แบบ One – Group Pretest Design วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย () และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)           การหาค่า t – test แบบ dependent และการวิเคราะห์ข้อมูลเนื้อหา (Content Analysis)           ผลการศึกษา พบว่า ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐานของการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIRC ร่วมกับใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด สนุกกับภาษาทัศนาท้องถิ่นพะเยา เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่า รูปแบบการเรียนรู้ CIRC เป็นรูปแบบการเรียนการสอนแบบร่วมมือที่ใช้ในการสอนอ่านและเขียน ประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 3 กิจกรรม คือ กิจกรรมการอ่านแบบเรียน การสอนการอ่านเพื่อความเข้าใจ และการบูรณาการภาษากับการเรียน มีองค์ประกอบน่าสนใจ ได้แก่ การสร้างกลุ่มอ่าน การจัดกลุ่มย่อย กิจกรรมการอ่านพื้นฐาน การหาเพื่อนช่วยตรวจสอบ การทดสอบ การสอนอ่าน การสอนเขียน แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ ประมาณ 2-6 คน โดยสมาชิกทุกคนช่วยเหลือกัน มีการฝึกฝนการทำงานกลุ่ม กระบวนการกลุ่ม และการประเมินผลเป็นรายบุคคล โดยผู้เชี่ยวชาญ ครูผู้สอน และนักเรียน มีความคิดเห็นที่สอดคล้องกันว่ามีความต้องการที่จะพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIRC ร่วมกับใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด สนุกกับภาษาทัศนาท้องถิ่นพะเยา เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIRC ร่วมกับใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด สนุกกับภาษาทัศนาท้องถิ่นพะเยา เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIRC ร่วมกับใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด สนุกกับภาษาทัศนาท้องถิ่นพะเยา เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ประกอบด้วยการจัดการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 ขั้นเตรียม ขั้นตอนที่ 2 ขั้นสอน ขั้นตอนที่ 3 ขั้นทำกิจกรรมกลุ่ม ขั้นตอนที่ 4 ขั้นตรวจสอบผลงานและทดสอบ ขั้นตอนที่ 5 ขั้นสรุปบทเรียนและผลการทำงานกลุ่ม ซึ่งเป็นเนื้อหาตามหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง สนุกกับภาษาทัศนาท้องถิ่นพะเยา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ดังนี้ 1) เรียนรู้วรรณยุกต์สุขหรรษา 2) ทัศนาสระใอ ไอ ใจเป็นสุข 3) หรรษาการันต์ และ 4) ฉลาดรู้มาตราตัวสะกด มีค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) แบบรายบุคคล (Individual Tryout) เท่ากับ 62.83/67.78 ค่าประสิทธิภาพแบบกลุ่มเล็ก (Small Group Tryout) เท่ากับ 68.83/71.48 และค่าประสิทธิภาพแบบภาคสนาม (Field Tryout) เท่ากับ 81.30/85.33 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ 3. ผลการทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIRC ร่วมกับใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด สนุกกับภาษาทัศนาท้องถิ่นพะเยา เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIRC ร่วมกับใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด สนุกกับภาษาทัศนาท้องถิ่นพะเยา เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 08/84.91 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 80/80 และนักเรียนมีความกระตือรือร้นให้ความสนใจกับการเรียนรู้ ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เป็นอย่างดี ปฏิบัติกิจกรรมได้เสร็จตามเวลาที่กำหนด มีพฤติกรรมด้านความรับผิดชอบ ให้ความร่วมมือในการจัดกิจกรรม และรักษาระเบียบวินัยได้เป็นอย่างดี ผลการประเมินและปรับปรุงแก้ไขรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIRC ร่วมกับใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด สนุกกับภาษาทัศนาท้องถิ่นพะเยา เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและ ความคงทนในการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่า                               4.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่อการเรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIRC ร่วมกับใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด สนุกกับภาษาทัศนาท้องถิ่นพะเยา เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนเรียนและ            หลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01                     4.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่อการเรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIRC ร่วมกับใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด สนุกกับภาษาทัศนาท้องถิ่นพะเยา เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนไปแล้ว              2 สัปดาห์และหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01                               4.3 ด้านความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIRC ร่วมกับใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด สนุกกับภาษาทัศนาท้องถิ่นพะเยา เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่า ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIRC ร่วมกับใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด สนุกกับภาษาทัศนาท้องถิ่นพะเยา เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและ  ความคงทนในการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อยู่ในระดับมากที่สุด (μ = 4.77)   - [การวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมโดยใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์(AI) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูโรงเรียนโยธินนุกูล](https://www.kruchiangrai.net/?p=43016): บทคัดย่อ การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารแบบมีส่วนร่วม โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูโรงเรียนโยธินนุกูล 2) ศึกษาองค์ประกอบของการพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วม โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูโรงเรียนโยธินนุกูล 3) เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วม โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูโรงเรียนโยธินนุกูล 4) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของการประยุกต์ใช้รูปแบบการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูโรงเรียนโยธินนุกูล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ 1) แบบสัมภาษณ์  2) แบบสอบถาม และ 3)การสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์องค์ประกอบและการวิเคราะห์เนื้อหา             ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพการพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูโรงเรียนโยธินนุกูล ได้สัมภาษณ์ผู้บริหารโรงเรียนและสรุปความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เขตอำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เกี่ยวกับองค์ประกอบของการเป็นการบริหารแบบมีส่วนร่วมโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครู มีองค์ประกอบของการบริหารแบบมีส่วนร่วม 5 ด้าน ได้แก่ ด้านองค์กร ด้านการเรียนรู้ ด้านผู้บริหาร ด้านเทคโนโลยี และด้านการจัดการความรู้ ผู้วิจัยได้สำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารและครูโรงเรียนโยธินนุกูล สังกัดเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 350 คน ผลการวิจัย พบว่าความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูโรงเรียนโยธินนุกูลโดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก โดยมีการบริหารแบบมีส่วนร่วมด้านองค์กรมากที่สุด รองลงมา คือ          ด้านผู้บริหาร ด้านการเรียนรู้  ด้านเทคโนโลยีและด้านการจัดการความรู้ ตามลำดับ 2) ผลการศึกษาองค์ประกอบของการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูโรงเรียนโยธินนุกูล  การวิเคราะห์องค์ประกอบของการเป็นการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูโรงเรียนโยธินนุกูล ได้องค์ประกอบ 7 ข้อ ได้แก่ (1) การวางเป้าหมายในอนาคต (Plan of the future) (2) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Fluman Development) (3) การมีโครงสร้างองค์การที่เหมาะสม(Appropriate Organization) (4) ข้อมูลสารสนเทศและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Information ang Artificial Intelligence (AI)) 5 การตรวจสอบกระบวนการทำงาน (Review the Process) (6) ความเป็นผู้นำของผู้บริหาร (Executive Leaderships) (7) การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (Environment Scanning)  ผลการวิเคราะห์สภาพและแนวการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูโรงเรียน   โยธินนุกูล โดยภาพรวม พบว่า ระดับผลการวิเคราะห์สภาพและแนวทางการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูโรงเรียนโยธินนุกูล โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านของการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครู พบว่า อยู่ในระดับมากทั้งสองด้าน โดยเรียงจากมากไปน้อยได้แก่ ระดับการมีโครงสร้างองค์การที่เหมาะสม (Appropriate Organization) และการตรวจสอบกระบวนการทำงาน (Review the Process) มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง ได้แก่ ความเป็นผู้นำของผู้บริหาร (Executive Leaderships(และมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับน้อยที่สุด ได้แก่ การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (Environment Scanning) 3) ผลการพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมโดยใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์(AI) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูโรงเรียนโยธินนุกูล ได้รูปแบบประกอบด้วย 7 ส่วนได้แก่ ส่วนที่  1 ชื่อรูปแบบ  ส่วนที่ 2 ความเป็นมาของรูปแบบการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูโรงเรียนโยธินนุกูล ส่วนที่ 3 วัตถุประสงค์ของรูปแบบการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูโรงเรียนโยธินนุกูล ส่วนที่ 4 หลักการพื้นฐานของรูปแบบการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูโรงเรียนโยธินนุกูล ส่วนที่ 5 องค์ประกอบหลักของรูปแบบการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูโรงเรียนโยธินนุกูล ส่วนที่ 6 แนวทางในการประเมินผลรูปแบบการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูโรงเรียนโยธินนุกูล ส่วนที่ 7 เงื่อนไขความสำเร็จในการนำรูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูไปใช้             4) ผลการศึกษาสภาพปัจจุบันของการประยุกต์รูปแบบการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วม โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูโรงเรียนโยธินนุกูล มีการประเมินการประยุกต์รูปแบบการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วม โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูจำนวน 5 ด้านได้แก่ ด้านที่ 1 การมีส่วนร่วมในการวางแผน ด้านที่ 2 การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ด้านที่ 3 การมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน ด้านที่ 4 การมีส่วนร่วมในการติดตามและประเมินผล ด้านที่ 5 ผลลัพธ์ต่อสมรรถนะครู พบว่าคณะครูโรงเรียนโยธินนุกูล สังกัดเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการศึกษาสภาพปัจจุบันของการประยุกต์รูปแบบการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วม โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูโรงเรียนโยธินนุกูลอยู่ในระดับมาก ในข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดได้แก่ ด้านที่ 1 การมีส่วนร่วมในการวางแผน รองลงมา คือ ด้านที่ 3 การมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน ส่วนหัวข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดได้แก่ ด้านที่ 4 การมีส่วนร่วมในการติดตามและประเมินผล    - [การพัฒนาอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ของนักเรียน โดยใช้กลยุทธ์เครือข่ายการมีส่วนร่วม โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์](https://www.kruchiangrai.net/?p=43015): ชื่อเรื่อง           การพัฒนาอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ของนักเรียน                      โดยใช้กลยุทธ์เครือข่ายการมีส่วนร่วม โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ ผู้วิจัย             นายสุรสิทธิ์ สัญญารัตน์ ตำแหน่ง          รองผู้อำนวยการสถานศึกษา  วิทยฐานะ รองผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ หน่วยงาน        โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ ตำบลสิ  อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ                      สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ ปีที่วิจัย           ปีการศึกษา  2567                                                                               บทคัดย่อ                              การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและศึกษาผลการใช้วงจรPAORในการพัฒนาอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ของนักเรียน โดยใช้กลยุทธ์เครือข่ายการมีส่วนร่วม โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์  2) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการใช้วงจรPAOR ในการพัฒนารูปแบบการพัฒนา        อัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ของนักเรียน โดยใช้กลยุทธ์เครือข่ายการมีส่วนร่วม โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ แบบมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมกันคิด ร่วมกันปฏิบัติ ร่วมกันสังเกตผล และร่วมกันสะท้อนผลการเปลี่ยนแปลง ในการเก็บรวบรวมข้อมูลผู้วิจัยได้ใช้รูปแบบการผสานวิธี (Mixed Methodology) โดยการวิเคราะห์เนื้อหา และวิเคราะห์สถิติที่ได้จากการดำเนินการของกระบวนการพัฒนาตามวงจรPAOR มี 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน (Planning) การปฏิบัติงาน (Acting) การรวบรวมข้อมูล (Observing) และการตรวจสอบ/ทบทวนในสิ่งที่กระทำและผลที่เกิดขึ้น (Reflecting)      ในวงรอบที่ 1 และในวงรอบที่ 2 แล้วนำมาวิเคราะห์และแปลความหมาย แบ่งกระบวนการออกเป็น 10      ขั้นตอน คือ วงรอบที่ 1 ประกอบด้วย 1) ขั้นตอนเตรียมการ (Preparation) 2) ขั้นตอนวางแผน (Planning) 3) ขั้นตอนปฏิบัติ (Acting)  4) ขั้นตอนสังเกตผล (Observing)และ 5)ขั้นตอนการสะท้อนผล (Reflecting) เพื่อการดำเนินการพัฒนาในวงรอบที่ 2 ให้เป็นกระบวนการอย่างต่อเนื่อง วงรอบที่2 ประกอบด้วย 6) การวางแผนใหม่(Re-Planning) 7) ปฏิบัติการใหม่(Re-Acting) 8) การสังเกตผลใหม่(Re-Observing) 9) การสะท้อนผลใหม่ (Re-Reflecting) และ 10) การสรุปผล(Conclusion)  กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่5 ที่มีแววอัจฉริยภาพทางด้านวิทยาศาสตร์ และด้านคณิตศาสตร์  ในปีการศึกษา 2567 จำนวน 160 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยเป็นเครือข่ายการมีส่วนร่วมภายในและภายนอกโรงเรียน จำนวน 86 คน และผู้ปกครองของนักเรียนที่เข้ารับการพัฒนาอัจฉริยภาพ จำนวน 160 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มีดังนี้ 1) เครื่องมือคัดกรองนักเรียน ได้แก่ แบบสำรวจตนเอง แบบสังเกตแววผู้มีความสามารถพิเศษ แบบสัมภาษณ์ 2) เครื่องมือและวิธีการในการพัฒนา มี 4กลยุทธ์ ได้แก่ การจัดหลักสูตร        วิธีการจัดการเรียนการสอน การจัดกิจกรรมส่งเสริมอัจฉริยภาพ  สื่อและส่งเสริมการใช้แหล่งเรียนรู้ 3) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามความเหมาะสมของรูปแบบการพัฒนาอัจฉริยภาพ  ด้านวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ของนักเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน          ผลการวิจัย พบว่า           1) รูปแบบการพัฒนาอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ของนักเรียน โดยใช้กลยุทธ์เครือข่ายการมีส่วนร่วม โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAOR) ดำเนินการ 2 วงรอบ 10 ขั้นตอน พบว่า รูปแบบการพัฒนามีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก           2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ ที่ได้รับการพัฒนาอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ โดยใช้กลยุทธ์เครือข่ายการมีส่วนร่วม พบว่า    หลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนา           3) ความพึงพอใจของนักเรียน ครู และผู้ปกครองของนักเรียน ที่มีต่อการพัฒนาอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ของนักเรียน โดยใช้กลยุทธ์เครือข่ายการมีส่วนร่วม โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ พบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับมาก     - [การประเมินโครงการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้และบริหารจัดการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนมะค่าวิทยา](https://www.kruchiangrai.net/?p=43014): ชื่อเรื่อง  การประเมินโครงการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้และบริหารจัดการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนมะค่าวิทยา ผู้วิจัย  นายจักรพันธ์ ลัภขุนทด ผู้อำนวยการสถานศึกษา วิทยฐานะผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ ปีที่ดำเนินการ    ปีการศึกษา  2567   บทคัดย่อ              โรงเรียนมะค่าวิทยา ได้จัดทำโครงการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้และบริหารจัดการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนมะค่าวิทยา ขึ้น เพื่อแก้ปัญหาและส่งเสริมให้นักเรียนมีคุณธรรม จริยธรรม น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวันและนำความรู้ไปใช้ในการพัฒนาตนเอง สถานศึกษา ชุมชนและประเทศชาติ การดำเนินโครงการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้และบริหารจัดการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนมะค่าวิทยา มีองค์ประกอบและปัจจัยหลายประการที่จะส่งผลต่อความสำเร็จของโครงการเช่น ความพร้อมของผู้บริหารและบุคลากรในโรงเรียน ชุมชน ความพร้อมด้านการบริหารจัดการ สถานที่และงบประมาณ  ซึ่งการที่จะทราบว่าการดำเนินงานโครงการเกิดประสิทธิผลและประสิทธิภาพเพียงใด มีความพร้อมหรือขาดความพร้อมในเรื่องใด ควรปรับปรุงแก้ไขสิ่งใด แผนงานใดที่ทำแล้วประสบผลสำเร็จหรือล้มเหลว จึงจำเป็นต้องมีการประเมินผลการดำเนินงานโครงการ ซึ่งการประเมินโครงการมีหลายรูปแบบ ผู้วิจัยเลือกใช้การประเมินแบบซิปป์โมเดล (CIPP Model) โดยมีความมุ่งหมายของการวิจัยเพื่อประเมินด้านต่าง ๆ ดังนี้           1) การประเมินสภาวะแวดล้อมของโครงการ (Context Evaluation) 2) การประเมินปัจจัยนำเข้าของโครงการ (Input Evaluation) 3) การประเมินกระบวนการของโครงการ (Process Evaluation)         4) การประเมินผลผลิตของโครงการ (Product Evaluation) เก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลประกอบด้วย 1) คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 7 คน (ไม่นับรวมผู้อำนวยการสถานศึกษา 1 คนและผู้แทนครู 1 คน) ศึกษาจากประชากรทั้งหมด 2) ครู จำนวน 21 คน  ศึกษาจากประชากรทั้งหมด 3) นักเรียนโรงเรียนมะค่าวิทยา ปีการศึกษา 2567 จำนวน 169 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Sample Random Sampling) 4) ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนมะค่าวิทยา ปีการศึกษา 2567 จำนวน 169 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Sample Random Sampling)             เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในครั้งนี้ เป็นแบบสอบถามมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 5 ฉบับ ฉบับที่ 1 แบบสอบถามความคิดเห็นด้านสภาวะแวดล้อมของโครงการ ค่า IOC ระหว่าง  0.80 – 1.0 ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่า (- coefficient) ได้ค่าเท่ากับ 0.90 ฉบับที่ 2 แบบสอบถามความคิดเห็นด้านปัจจัยนำเข้าของโครงการ ค่า IOC ระหว่าง 0.80 – 1.0 ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่า (- coefficient) ได้ค่าเท่ากับ 0.98 ฉบับที่ 3 แบบสอบถามความคิดเห็นด้านกระบวนการของโครงการ ค่า IOC ระหว่าง 0.80 – 1.0 ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่า (- coefficient) ได้ค่าเท่ากับ 0.98 ฉบับที่ 4 แบบสอบถามความคิดเห็นด้านผลผลิตของโครงการ ค่า IOC ระหว่าง 0.80 – 1.0 ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่า (- coefficient) ได้ค่าเท่ากับ 0.98 ฉบับที่ 5 แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อโครงการ ค่า IOC ระหว่าง 0.80 – 1.0  ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่า (- coefficient) ได้ค่าเท่ากับ 0.98              ผลการวิจัย                1) การประเมินสภาวะแวดล้อมของโครงการ (Context Evaluation) โดยรวมผ่านเกณฑ์การประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด 2) การประเมินปัจจัยนำเข้าของโครงการ (Input Evaluation) โดยรวมผ่านเกณฑ์การประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด 3) การประเมินกระบวนการ (Process Evaluation) โดยรวมผ่านเกณฑ์การประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด 4) การประเมินผลผลิต (Product Evaluation) คุณลักษณะความพอเพียงตามหลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” กิจกรรมสถานศึกษาพอเพียง โดยรวมผ่านเกณฑ์การประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด กิจกรรมปลูกผักรักษ์โลก โดยรวมผ่านเกณฑ์การประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด กิจกรรมธนาคารขยะ โดยรวมผ่านเกณฑ์การประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด กิจกรรมนักเรียนจิตอาสาทำความดี โดยรวมผ่านเกณฑ์การประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด และความพึงพอใจที่มีต่อโครงการโดยรวมผ่านเกณฑ์การประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด   - [การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตของนักเรียนด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนมะค่าวิทยา](https://www.kruchiangrai.net/?p=43007): ชื่อเรื่อง                การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตของนักเรียน                                        ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนมะค่าวิทยา ผู้วิจัย                    นายจักรพันธ์  ลัภขุนทด                           ผู้อำนวยการสถานศึกษา วิทยฐานะผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ ปีที่ทำการวิจัย          ปีการศึกษา 2566   บทคัดย่อ              การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมาย เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการเกี่ยวกับ การบริหารงานวิชาการ เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการ เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการบริหารงานวิชาการ เพื่อประเมินผลการใช้รูปแบบการบริหารงานวิชาการ เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตของนักเรียนด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโรงเรียนมะค่าวิทยา การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตของนักเรียนด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโรงเรียนมะค่าวิทยาผู้วิจัยได้ดำเนินการในลักษณะของการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มีขั้นตอนและวิธีการวิจัยเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตของนักเรียน ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนมะค่าวิทยา ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตของนักเรียน ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโรงเรียนมะค่าวิทยา ระยะที่ 3 ศึกษาผลการใช้รูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตของนักเรียน ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโรงเรียนมะค่าวิทยาระยะที่ 4 ประเมินผลการใช้รูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตของนักเรียน ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโรงเรียนมะค่าวิทยา โดยมีประชากรที่ใช้ในครั้งนี้ คือ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 7 คน ครู จำนวน 21 คน นักเรียน จำนวน 298 คน ผู้ปกครองจำนวน 298 คน ปีการศึกษา 2566 รวมทั้งหมด จำนวน 624 คน            เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย รูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตของนักเรียนด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโรงเรียนมะค่าวิทยา แบบสอบถามความความคิดเห็นเพื่อประเมินความพึงพอใจ และแบบสอบถามความคิดเห็นเพื่อประเมินความสำเร็จ สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย () และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)             ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตของนักเรียน ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโรงเรียนมะค่าวิทยา ประกอบด้วยองค์ประกอบ 4 ด้าน คือ 1) การเตรียมความพร้อมของบุคลากร 2) การจัดทำหลักสูตรเพื่อส่งเสริมทักษะชีวิต ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 3) กระบวนการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมทักษะชีวิต ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และ 4) การนิเทศกำกับ ติดตาม การวัดและประเมินผล เมื่อมีการพัฒนาโดยกระบวนการตามรูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตของนักเรียน ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโรงเรียนมะค่าวิทยา พบว่า นักเรียนมีทักษะชีวิตเพิ่มขึ้นทั้ง 4 ด้านประกอบด้วย 1) การตระหนักรู้และเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น 2) การคิดวิเคราะห์ตัดสินใจและแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ 3) การจัดการกับอารมณ์และความเครียด 4) การสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น ครูและนักเรียนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตของนักเรียน ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโรงเรียนมะค่าวิทยา อยู่ในระดับมาก และผลการประเมินระดับความสำเร็จของรูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตของนักเรียน ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโรงเรียนมะค่าวิทยา ครูประเมินความสำเร็จของรูปแบบภาพรวมอยู่ในระดับมาก และผู้ปกครองประเมินความสำเร็จของรูปแบบภาพรวมอยู่ในระดับมาก      - [การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายใน โดยใช้แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เพื่อพัฒนาสมรรถนะของครูด้านการออกแบบการเรียนรู้ โรงเรียนเกิ้งวิทยานุกูล สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม](https://www.kruchiangrai.net/?p=43006): ชื่อเรื่อง      การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายใน  โดยใช้แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เพื่อพัฒนาสมรรถนะของครูด้านการออกแบบการเรียนรู้  โรงเรียนเกิ้งวิทยานุกูล  สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม ผู้วิจัย          นายปัญญา  ชัยนามล สถานศึกษา  โรงเรียนเกิ้งวิทยานุกูล  อำเภอเมือง  จังหวัดมหาสารคาม                  สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม ปีที่วิจัย      2567   บทคัดย่อ                         การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบและตัวชี้วัดของการนิเทศภายใน  โดยใช้กระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ  (PLC)  เพื่อพัฒนาสมรรถนะของครูด้านการออกแบบการเรียนรู้  2) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการนิเทศภายใน และสมรรถนะของครูด้านการออกแบบการเรียนรู้  3) เพื่อพัฒนารูปแบบการนิเทศภายใน  โดยใช้กระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพ (PLC)  เพื่อพัฒนาสมรรถนะของครูด้านการออกแบบการเรียนรู้  โรงเรียนเกิ้งวิทยานุกูล  สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม  4) เพื่อประเมินผลการใช้รูปแบบการนิเทศภายใน  โดยใช้กระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพ  (PLC)  เพื่อพัฒนาสมรรถนะของครูด้านการออกแบบการเรียนรู้  โรงเรียนเกิ้งวิทยานุกูล  สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม  แบ่งการวิจัยออกเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่  1 การศึกษาองค์ประกอบ  ตัวชี้วัดของการนิเทศภายใน  โดยใช้กระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ  (PLC)  และพัฒนาสมรรถนะของครูด้านการออกแบบการเรียนรู้  กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน เพื่อยืนยันความเหมาะสมขององค์ประกอบและตัวชี้วัด ระยะที่  2  ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการนิเทศภายใน  และการพัฒนาสมรรถนะของครูด้านการออกแบบการเรียนรู้  กลุ่มตัวอย่าง  คือครูผู้สอนในโรงเรียนเกิ้งวิทยานุกูล  สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม โดยการเจาะจงจากครูผู้สอน จำนวน  10 คน กลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารสถานศึกษา  และรองผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 10 คน จาก 5 โรงเรียน ระยะที่  3  พัฒนารูปแบบการนิเทศภายใน  โดยใช้กระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพ (PLC) เพื่อพัฒนาสมรรถนะของครูด้านการออกแบบการเรียนรู้  โรงเรียนเกิ้งวิทยานุกูล  สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม  กลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน ระยะที่  4  ประเมินผลการใช้รูปแบบการนิเทศภายใน  โดยใช้กระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพ (PLC) เพื่อพัฒนาสมรรถนะของครูด้านการออกแบบการเรียนรู้ โรงเรียนเกิ้งวิทยานุกูล สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม  กลุ่มเป้าหมาย  ได้แก่  ครูผู้สอนโรงเรียนเกิ้งวิทยานุกูล ที่สมัครเข้าร่วมโครงการพัฒนาสมรรถนะของครูด้านการออกแบบการเรียนรู้  จำนวน 10  คน  และนักเรียน จำนวน  60 คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม แบบประเมินรูปแบบ   การนิเทศ/คู่มือการใช้  แบบประเมินความสามารถในการออกแบบการเรียนรู้ของครูผู้รับการประเมิน แบบประเมินความสามารถในการใช้รูปแบบการนิเทศภายใน 5S MODEL สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่  ค่าเฉลี่ย  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน               ผลการวิจัยพบว่า ผลจากการศึกษาองค์ประกอบและตัวชี้วัดสรุปได้ว่า  การนิเทศภายในสถานศึกษา ประกอบด้วย 3  องค์ประกอบ  ได้แก่ วางแผนการนิเทศ  การดำเนินการนิเทศ  และการประเมินผลการนิเทศ  รวม 38  ตัวชี้วัด สมรรถนะของครูด้านการออกแบบการเรียนรู้  ประกอบด้วย 5  องค์ประกอบ  ได้แก่  การบูรณาการเนื้อหาในกลุ่มสาระการเรียนรู้  การออกแบบการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับวัย  การใช้รูปแบบและเทคนิควิธีการสอนที่หลากหลาย การพัฒนาสื่อและนวัตกรรม  และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้  รวม 54  ตัวชี้วัด  และกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่  วิสัยทัศน์ร่วม  ทีมร่วมแรงร่วมใจ ภาวะผู้นำร่วมการเรียนรู้และการพัฒนาวิชาชีพ  และโครงสร้างสนับสนุนชุมชน  สภาพปัจจุบันของการนิเทศภายใน  โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง               ( = 2.90)  และสภาพที่พึงประสงค์ของการนิเทศภายใน โดยรวมมีค่าเฉลี่ยระดับมาก ( =3.98)  ส่วนสภาพปัจจุบันของสมรรถนะของครูด้านการออกแบบการเรียนรู้  โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง  ( =3.01)  และมีสภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมมีค่าเฉลี่ยระดับมาก ( =4.08)  การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายใน โดยใช้แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เพื่อพัฒนาสมรรถนะของครูด้านการออกแบบการเรียนรู้  โรงเรียนเกิ้งวิทยานุกูล  สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม  ภายใต้รูปแบบ  5S MODEL ประกอบด้วย  หลักการ  วัตถุประสงค์ของรูปแบบ  กระบวนการนิเทศภายใน  เนื้อหาการนิเทศภายใน  ระบบสังคม  และเงื่อนไขการนำรูปแบบการนิเทศภายในไปใช้   ซึ่งมีผลการตรวจสอบคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ อยู่ในระดับมาก  และรูปแบบการนิเทศภายใน  5S MODEL เพื่อพัฒนาสมรรถนะของครูด้านการออกแบบการเรียนรู้  มีความเหมาะสมความเป็นไปได้ และด้านความเป็นประโยชน์  โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน ผลการประเมินผลการใช้รูปแบบการนิเทศภายใน 5S MODEL เพื่อพัฒนาสมรรถนะของครูด้านการออกแบบการเรียนรู้  โรงเรียนเกิ้งวิทยานุกูล  สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม  พบว่า  ผู้เข้าร่วมการพัฒนามีสมรรถนะด้านการออกแบบการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก และมีความสามารถในการใช้รูปแบบการนิเทศภายใน  5S  MODEL  โดยรวมอยู่ในระดับมาก         - [การพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียน โรงเรียนเกิ้งวิทยานุกูล สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม](https://www.kruchiangrai.net/?p=42990): ชื่อเรื่อง      การพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่  21  เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์                    ของนักเรียน  โรงเรียนเกิ้งวิทยานุกูล  สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม     ผู้วิจัย         นายปัญญา  ชัยนามล สถานศึกษา  โรงเรียนเกิ้งวิทยานุกูล  สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคา ปีที่วิจัย      ปีการศึกษา  2566   บทคัดย่อ                         การวิจัยในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1)  พัฒนาครูโรงเรียนเกิ้งวิทยานุกูล  สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม  ให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ  แนวคิด  ทฤษฎีการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่  21  เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน  2)  ให้ครูโรงเรียนเกิ้งวิทยานุกูล  สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม  สามารถเขียนแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ   3)  ให้ครูโรงเรียนเกิ้งวิทยานุกูล  สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม  สามารถจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่  21  เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ4)  ศึกษาความพึงพอใจของผู้ร่วมวิจัยที่มีต่อการพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่  21  เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน  โรงเรียนเกิ้งวิทยานุกูล  สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคามโดยใช้หลักการวิจัยเชิงปฏิบัติการ  (Action Research)  ซึ่งเป็นหลักการและขั้นตอนตามแนวคิดของ  Kemmis  และ McTaggart  ดำเนินการเป็น  2  วงรอบ  แต่ละวงรอบ  ประกอบด้วย การวางแผน  (Planning)  การปฏิบัติ  (Action)  การสังเกต  (Observation)  และการสะท้อนผล  (Reflection)  กลุ่มผู้ร่วมวิจัย  จำนวน  9  คน  ได้แก่  ผู้วิจัย  และผู้ร่วมวิจัยซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้ง  8  กลุ่มสาระของโรงเรียนเกิ้งวิทยานุกูล  จำนวน  8  คน  กลุ่มผู้ให้ข้อมูล  จำนวน  62  คน  ได้แก่  วิทยากร  จำนวน  2  คน  และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1 - 6  จำนวน  60  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  ได้แก่  แบบทดสอบ  แบบสัมภาษณ์  แบบสังเกต  แบบบันทึก  และแบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้  แบบสอบถามความพึงพอใจ  การตรวจสอบข้อมูลใช้เทคนิคการตรวจสอบแบบหลายมิติ  วิเคราะห์และนำเสนอผลการวิจัยโดยวิธีพรรณนา               ผลการวิจัยก่อนดำเนินการพัฒนากระบวนการในการจัดการเรียนรู้ของครูโรงเรียนเกิ้งวิทยานุกูล  สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม  พบว่า  ครูผู้สอนส่วนใหญ่ยังจัดการเรียนรู้ที่ไม่ยึดนักเรียนเป็นสำคัญ  ครูยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน  ขาดความเข้าใจเรื่องการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้  ส่งผลให้ไม่สามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ผู้วิจัยได้วางแผนการพัฒนาโดยใช้หลักการวิจัยปฏิบัติการ  (Action Research)  ใช้กลยุทธ์ในการพัฒนา  4  กลยุทธ์  คือ  การศึกษาเอกสาร  การฝึกอบรม  การศึกษาดูงาน  และการนิเทศ  ดำเนินการพัฒนา  2  วงรอบ  ดังนี้วงรอบที่  1  1)  ผลจากการศึกษาเอกสารด้วยกิจกรรมมอบหมายงานและการประชุม        กลุ่มย่อย  ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่  21  มากขึ้น  สามารถออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้  ประกอบด้วย การจัดการเรียนรู้ที่เน้นการคิดและการปฏิบัติจริง การออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิดวิเคราะห์ การใช้รูปแบบและเทคนิควิธีการสอนด้านการคิดวิเคราะห์  การใช้และพัฒนาสื่อที่เน้นทักษะการคิดวิเคราะห์ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้  และการวิเคราะห์ข้อมูลย้อนกลับ  2)  การฝึกอบรม  ครูมีความรู้และสามารถเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น  จากการทดสอบก่อนและหลังการฝึกอบรม  การบรรยายให้ความรู้และการฝึกปฏิบัติ  ซึ่งได้ข้อค้นพบว่า  ครูมีความรู้ ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่  21  และสามารถเขียนแผนการสอนได้  แต่ยังขาดความมั่นใจในการนำไปใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนจริงในชั้นเรียน  3)  การศึกษาดูงาน  ครูได้รับประสบการณ์ และแนวคิดใหม่จากการศึกษาดูงานโรงเรียนที่ประสบผลสำเร็จในการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่  21  เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์  สามารถนำรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนของตน  4)  การนิเทศภายใน  จากกิจกรรมการนิเทศแผนการจัดการเรียนรู้และกิจกรรมการสาธิตการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน  ทำให้ครูมีความเข้าใจและสามารถเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นจากการนิเทศ  และการสาธิตการสอน  แต่ยังต้องพัฒนาการจัดกิจกรรมที่เน้นทักษะการคิดวิเคราะห์  การค้นคว้าด้วยตนเอง  และการบูรณาการความรู้ของนักเรียน ซึ่งควรนำไปปรับปรุงในวงรอบที่ 2 เพื่อยกระดับคุณภาพการจัด  การเรียนรู้ให้ดียิ่งขึ้น วงรอบที่  2  โดยจัดกิจกรรมการนิเทศการสอนควบคู่กับการนิเทศให้คำแนะนำ  และการให้คำปรึกษา  ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสังเกตและแบบสัมภาษณ์  พบว่า  การใช้กลยุทธ์การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  ส่งผลให้ผู้ร่วมวิจัยมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่  21  เพิ่มขึ้น            มีทักษะในการปฏิบัติ  สามารถเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ และจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  นอกจากนี้  การนิเทศให้คำแนะนำและการให้คำปรึกษายังช่วยเสริมสร้างความมุ่งมั่น  ตั้งใจ  และพัฒนาทักษะด้านเทคนิควิธีการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่  21  เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ให้แก่ผู้ร่วมวิจัยมากยิ่งขึ้น  โดยผู้ร่วมวิจัยมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่  21 เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด                         โดยสรุป  ผลการพัฒนาทั้ง  2  วงรอบ ทำให้กลุ่มผู้ร่วมวิจัยมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ  แนวคิด  ทฤษฎีการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่  21  เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน  สามารถเขียนแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  สามารถจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่  21  เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  มีความพึงพอใจต่อการพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่  21  เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน  โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด    - [การพัฒนารูปแบบการดำเนินงานโครงการTO BE NUMBER ONE เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจและป้องกันปัญหายาเสพติดของนักเรียนโรงเรียนสระพังวิทยาคม](https://www.kruchiangrai.net/?p=42989): ชื่อผู้วิจัย : นายอุทัย  เกลือสีโท ปีการศึกษา :  2567 บทคัดย่อ งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการของการดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE ในโรงเรียนสระพังวิทยาคม 2) พัฒนารูปแบบการดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE ที่มีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจและป้องกันปัญหายาเสพติด 3) ทดลองใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้นกับหน่วยการเรียนรู้ “พิษภัยของสารเสพติด” และ 4) ประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และประสิทธิผลของรูปแบบดังกล่าว กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้บริหาร ครู แกนนำนักเรียน และนักเรียนโรงเรียนสระพังวิทยาคม รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องจากภาคีเครือข่ายภายนอก เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และประสิทธิผลของรูปแบบ ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้านความตรงเชิงเนื้อหา (IOC ระหว่าง 0.80–1.00) และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม (Cronbach’s Alpha) เท่ากับ 0.94 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า สภาพการดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE อยู่ในระดับมาก แต่มีข้อจำกัดด้านความต่อเนื่องของการติดตามและการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายอย่างทั่วถึง รูปแบบที่พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดMIND MODEL และกระบวนการ PDCA ครอบคลุม 7 องค์ประกอบหลัก สามารถนำไปใช้จริงภายในโรงเรียน การทดลองใช้กับนักเรียนส่งผลให้ผู้เรียนมีความรู้ ทักษะชีวิต ทัศนคติที่ดี และพฤติกรรมป้องกันตนเองจากปัญหายาเสพติดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รูปแบบมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และประสิทธิผลในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x = 4.75, S.D. = 0.10) โดยด้าน สามารถนำไปใช้ได้จริง และ เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงาน ได้คะแนนสูงสุด (x = 4.80, S.D. = 0.45)     - [นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้รูปแบบ SMART- P Model ผ่านอัตลักษณ์เชิงพื้นที่ เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านเมืองปอน](https://www.kruchiangrai.net/?p=42984): บทคัดย่อ   นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้รูปแบบ SMART- P Model ผ่านอัตลักษณ์เชิงพื้นที่ เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านเมืองปอน มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพจากการใช้นวัตกรรม การจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้รูปแบบ SMART- P Model ผ่านอัตลักษณ์เชิงพื้นที่ เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านเมืองปอน 2) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนผลการทดสอบการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนจากการใช้นวัตกรรม การจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้รูปแบบ SMART- P Model ผ่านอัตลักษณ์เชิงพื้นที่ เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านเมืองปอน 3) เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้เชิงรุก โดยใช้รูปแบบ SMART- P Model ผ่านอัตลักษณ์เชิงพื้นที่ของโรงเรียนชุมชนบ้านเมืองปอน เทียบเกณฑ์ ร้อยละ 70 อยู่ในระดับ ดี และดีมาก 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้รูปแบบ SMART- P Model ผ่านอัตลักษณ์เชิงพื้นที่ เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านเมืองปอน กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่กำลังศึกอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 18 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ SMART- P Model ผ่านอัตลักษณ์เชิงพื้นที่ เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านเมืองปอน จำวน 3 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ 3) แบบประเมินความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านเมืองปอน ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้รูปแบบ SMART- P Model ผ่านอัตลักษณ์เชิงพื้นที่ เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านเมืองปอน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย x̄ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ร้อยละ (%) การหาค่าความเที่ยงตรง (IOC) การทดสอบหาค่า t test (t-Test: Paired Two Sample for Means) ผลการศึกษาพบว่า 1) ผลการใช้นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้โดยรูปแบบ SMART- P Model ผ่านอัตลักษณ์เชิงพื้นที่ เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านเมืองปอน (E1/E2) เท่ากับ 71.11/75 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 70/70 ที่กำหนดไว้ 2) คะแนนผลการทดสอบทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ หลังการใช้นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ โดยรูปแบบ SMART- P Model ผ่านอัตลักษณ์เชิงพื้นที่ เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านเมืองปอน คะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 3) ผลการจัดการเรียนรู้เชิงรุก โดยใช้รูปแบบ SMART- P Model ผ่านอัตลักษณ์เชิงพื้นที่ของโรงเรียนชุมชนบ้านเมืองปอน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 70 ตามที่ตั้งไว้ อยู่ในระดับ ดี และดีมาก 4) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการใช้นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ โดยรูปแบบ SMART- P Model ผ่านอัตลักษณ์เชิงพื้นที่ เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านเมืองปอน อยู่ในระดับมากที่สุด - [รูปแบบการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเชิงรุกด้วยกลยุทธ์การมีส่วนร่วม “บวร” ของโรงเรียนพิบูลมังสาหาร  สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี](https://www.kruchiangrai.net/?p=42954): พิบูลมังสาหาร ก่อนและหลังการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน  โดยภาพรวมและรายด้าน  พบว่า  ก่อนการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ผลโดยรวมอยู่ในระดับน้อยทุกด้าน แต่หลังจากการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนพิบูลมังสาหารแล้ว   ผลโดยรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน  สรุปได้ว่า  ผลการดำเนินการโดยภาพรวมและรายด้าน  มีความแตกต่างกัน  - [รายงานการประเมินโครงการพัฒนาวินัยนักเรียนโรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์)](https://www.kruchiangrai.net/?p=42916): ชื่อเรื่อง       รายงานการประเมินโครงการพัฒนาวินัยนักเรียนโรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) ผู้ศึกษา            นางธัญญารัตน์  จงกลรัตน์ ตำแหน่ง         รองผู้อำนวยการ วิทยฐานะ  รองผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ สถานที่ทำงาน   โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์)  อำเภอพล  จังหวัดขอนแก่น                      สังกัด องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ปีที่พิมพ์          พ.ศ. 2567   บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) ประเมินผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาวินัยนักเรียน โรงเรียนบ้านคูขาด (สถิตย์อุปถัมภ์) โดยประยุกต์ใช้รูปแบบการประเมิน CIPP Model ของ Stufflebeam ซึ่งขยายเป็น 5 ด้าน ได้แก่ ด้านบริบท (Context) ด้านปัจจัยนำเข้า (Input) ด้านกระบวนการ (Process) ด้านผลผลิต (Product) และด้านผลกระทบ (Impact) 2) ศึกษาความคิดเห็นของครูและนักเรียนต่อคุณลักษณะวินัย 7 ด้านที่เป็นผลผลิตของโครงการ และ 3) เสนอแนวทางพัฒนาวินัยนักเรียนของโรงเรียนให้มีความยั่งยืน ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือประชากรทั้งหมด ประกอบด้วย ครูผู้สอน จำนวน 17 คน และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 196 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 รวมทั้งสิ้น 213 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Likert Scale) จำนวน 2 ฉบับ ซึ่งได้รับการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ผลการศึกษาพบว่า ผลการประเมินโครงการโดยภาพรวม 5 ด้าน ตามความคิดเห็นของครู อยู่ในระดับมากทุกด้าน และผ่านเกณฑ์การประเมินที่กำหนด (ค่าเฉลี่ย ≥ 50) โดยเรียงลำดับจากสูงไปต่ำ ได้แก่ ด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านผลกระทบ ด้านผลผลิต และด้านกระบวนการ ตามลำดับ ความคิดเห็นของครูและนักเรียนต่อคุณลักษณะวินัย 7 ด้าน (การตรงต่อเวลา การแต่งกายถูกต้องตามระเบียบ ความเชื่อมั่นในตนเอง การปฏิบัติตนตามกฎเกณฑ์ของโรงเรียนและสังคม ความรับผิดชอบ การเคารพสิทธิผู้อื่น ความอดทนอดกลั้น และความเป็นผู้นำ) อยู่ในระดับมากทุกด้าน สอดคล้องกันระหว่างครูและนักเรียน แนวทางพัฒนา จากการประชุมฝ่ายบริหาร พบว่าด้านกระบวนการมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดแม้จะผ่านเกณฑ์ จึงควรเน้นพัฒนา 3 ประการหลัก ได้แก่ (1) พัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลสารสนเทศวินัยให้ทันสมัยและสามารถนำไปใช้ได้อย่างต่อเนื่อง (2) ส่งเสริมการวางแผนแบบมีส่วนร่วม (Participatory Planning) จากบุคลากรทุกฝ่าย และ (3) นำกระบวนการ PDCA มาใช้ในการติดตามและประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อนำผลการประเมินไปปรับปรุงโครงการในปีการศึกษาถัดไปอย่างเป็นรูปธรรม Abstract Title Project Evaluation Report: Student Discipline Development Project, Ban Ku Khad School (Sathit Upatham) Researcher Mrs. Tanyarat Jongkolrat Position: Deputy Director, Academic Rank: Highly Experienced Director Affiliation: Ban Ku Khad School (Sathit Upatham), Phon District, Khon Kaen Province Under the auspices of Khon Kaen Provincial Administrative Organization Year of Publication: 2024 (B.E. 2567) Abstract This study aimed to: 1) evaluate the implementation of the Student Discipline Development Project at Ban Ku Khad School (Sathit Upatham) using an adapted CIPP Model by Stufflebeam, extended to five dimensions: Context, Input, Process, Product, and Impact; 2) investigate teachers' and students' opinions regarding seven discipline characteristics as project outcomes; and 3) propose sustainable guidelines for developing student discipline at the school. The population consisted of the entire group: 17 teachers and 196 students from Grades 1 to 9 (Primary 1 to Secondary 3) in the first semester of the 2024 academic year, totaling 213 participants. The research instruments were two 5-point Likert-scale questionnaires, validated for content validity by experts. Data were analyzed using percentage (%), mean (Xˉ \bar{X} Xˉ), and standard deviation (S.D.). The findings revealed that: Overall project evaluation across the five dimensions, based on teachers' opinions, was at a high level in all aspects and met the established criterion (mean ≥ 3.50). Ranked from highest to lowest: Context, Input, Impact, Product, and Process. Both teachers and students rated the seven discipline characteristics at a high level, with consistent agreement across all dimensions: punctuality, proper school uniform and dress code, self-confidence, adherence to school and societal rules, responsibility, respect for others' rights, perseverance and self-restraint, and leadership. From the administrative meeting, although the Process dimension passed the criterion, it had the lowest mean. Priority should therefore be given to three key improvements: (1) developing a modern and continuously usable discipline information system; (2) promoting participatory planning involving all stakeholders; and (3) systematically applying the PDCA cycle for ongoing monitoring and evaluation, enabling concrete application of evaluation results to improve the project in subsequent years.   - [การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากข่าวโดยบูรณาการรูปแบบการสอนแบบอุปนัย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาลวัดศรีดอนไชย](https://www.kruchiangrai.net/?p=42901): การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย โดยใช้แบบฝึกทักษะเรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากข่าว โดยบูรณาการรูปแบบการสอนแบบอุปนัยสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาลวัดศรีดอนไชย ให้มีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญจากข่าว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาลวัดศรีดอนไชย อำเภอเมืองเชียงใหม่                 จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้แบบฝึกทักษะบูรณาการร่วมกับรูปแบบการสอนแบบอุปนัย และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญจากข่าว บูรณาการร่วมกับรูปแบบการสอนแบบอุปนัย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาลวัดศรีดอนไชย อำเภอเมืองเชียงใหม่                 จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1  โรงเรียนเทศบาล           วัดศรีดอนไชย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน        ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่       แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติ   ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที (t-test)                  ผลการวิจัยพบว่า ผลการสร้างและหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากข่าว โดยบูรณาการรูปแบบการสอนแบบอุปนัย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาลวัดศรีดอนไชย ประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้คือ E1/E2 เท่ากับ 85.73/87.78   ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญจากข่าว โดยบูรณาการรูปแบบการสอนแบบอุปนัย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  โรงเรียนเทศบาล     วัดศรีดอนไชย หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล วัดศรีดอนไชย ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากข่าว โดยบูรณาการรูปแบบการสอนแบบอุปนัย อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.25, S.D. = 0.66)   คำสำคัญ :  การจัดการเรียนรู้, การอ่านจับใจความสำคัญ, กลวิธีการสอนแบบอุปนัย   - [การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง การเขียนพรรณนา โดยบูรณาการร่วมกับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนของแฮร์บาร์ต สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนหอพระ](https://www.kruchiangrai.net/?p=42897): Keywords: learning management, descriptive writing, Herbart instructional model - [การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากข่าวกีฬา บูรณาการรูปแบบการสอนเทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ CIRC สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านหนองไคร้](https://www.kruchiangrai.net/?p=42872): การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างเนื้อหาประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากข่าวกีฬา บูรณาการรูปแบบการสอนเทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ CIRC สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2          โรงเรียนบ้านหนองไคร้ ให้มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากข่าวกีฬา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านหนองไคร้ โดยใช้แบบฝึกทักษะบูรณาการร่วมกับรูปแบบการสอนเทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ CIRC และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญจากข่าวกีฬา บูรณาการรูปแบบ         การสอนเทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ CIRC สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านหนองไคร้  ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้รูปแบบการสอนเทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ CIRC กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  โรงเรียนบ้านหนองไคร้ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม                (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบฝึกทักษะ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test)                         ผลการวิจัยพบว่า ผลการสร้างและหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากข่าวกีฬา โดยใช้กลวิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือ CIRC ให้มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้คือ E1/E2 เท่ากับ 84.46/85.33 ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากข่าวกีฬา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านหนองไคร้ โดยใช้แบบฝึกทักษะบูรณาการร่วมกับรูปแบบการสอนร่วมกับสอนเทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ CIRC หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการใช้รูปแบบ การจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากข่าวกีฬา บูรณาการรูปแบบการสอนเทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ CIRC สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านหนองไคร้ อยู่ในระดับ ( = 4.23 , S.D. = 0.64) - [การพัฒนารูปแบบการสอนภาษาไทยโดยใช้แนวคิดการสร้างความรู้ด้วยตนเองร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านและการเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1](https://www.kruchiangrai.net/?p=42856) - [การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญวรรณคดีในบทเรียนสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยบูรณาการร่วมกับรูปแบบการสอน 4 MAT](https://www.kruchiangrai.net/?p=42831): วัตถุประสงค์การวิจัย - [การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญวรรณคดีในบทเรียนสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยบูรณาการร่วมกับรูปแบบการสอน 4 MAT](https://www.kruchiangrai.net/?p=42827): บทคัดย่อ          การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญจากวรรณคดีในบทเรียนบูรณาการร่วมกับรูปแบบการสอนเทคนิค 4 MAT ให้เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้  กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ จังหวัดลำพูน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 32 คน ได้มาด้วยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที          ผลการวิจัย          1.รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.34/85.83 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นักเรียนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ในระดับมาก (= 4.12, S.D. = 0.72)   คำสำคัญ: การจัดการเรียนรู้ภาษาไทย, การอ่านจับใจความสำคัญ, วรรณคดี, รูปแบบการสอน 4 MAT - [การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเรื่องกิจวัตรประจำวัน โดยใช้นวัตกรรม Daily Routine Innovators ด้วยรูปแบบกิจกรรม Problem Based Learning (PBL) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ นางกันย์ชิสา เรืองพรหม](https://www.kruchiangrai.net/?p=42816): บทคัดย่อ ชื่อผลงาน: การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเรื่องกิจวัตรประจำวัน โดยใช้นวัตกรรม Daily Routine Innovators ด้วยรูปแบบกิจกรรม Problem Based Learning (PBL) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ชื่อผู้จัดทำ: นางกันย์ชิสา เรืองพรหม ปีที่รายงาน: ๒๕๖๘ การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (๑) พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษด้านการสื่อสารเรื่องกิจวัตรประจำวัน (๒) ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาสร้างสรรค์ผ่านกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Problem Based Learning (PBL) และ (๓) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนทีปราษฎร์พิทยา ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๘ จำนวน ๑๖๐ คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ "Daily Routine Innovators" จำนวน ๓ คาบเรียน สื่อการสอน Interactive Word Wall และแบบประเมินทักษะตามสภาพจริง ผลการพัฒนานวัตกรรมพบว่า นักเรียนจำนวน ๑๖๐ คน มีผลการประเมินผ่านเกณฑ์ในระดับดีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ ๑๐๐ โดยแบ่งเป็น ๓ ด้าน ดังนี้ ๑) ด้านความรู้ (K): นักเรียนสามารถใช้คำศัพท์และโครงสร้าง Present Simple Tense ร่วมกับ Adverbs of Frequency ได้อย่างถูกต้อง ๒) ด้านทักษะ (P): นักเรียนสามารถสร้างสรรค์ต้นแบบนวัตกรรม (Prototype) เพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันและนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว และ ๓) ด้านเจตคติ (A): นักเรียนมีความมุ่งมั่นและเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ นวัตกรรมนี้แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบ PBL สามารถเชื่อมโยงความรู้สู่การปฏิบัติจริง และสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา คำสำคัญ: ทักษะภาษาอังกฤษ, กิจวัตรประจำวัน, การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL), นวัตกรทางการศึกษา                       Abstract Title: Development of English Skills on Daily Routine using "Daily Routine Innovators" Innovation with Problem-Based Learning (PBL) for Grade 7 Students Author: Mrs. Kanchisa Ruangprom Year: 2025 This research and development project aimed to: (1) enhance English communication skills regarding daily routines, (2) promote analytical thinking and creative problem-solving through Problem-Based Learning (PBL), and (3) improve the academic achievement of Grade 7 students. The target group consisted of 160 students at Teeparatpittaya School during the first semester of the 2025 academic year. The instruments used were "Daily Routine Innovators" lesson plans (3 periods), Interactive Word Wall media, and authentic assessment rubrics. The results indicated that all 160 students (100%) passed the criteria at a "Good" level or higher across three dimensions: 1) Knowledge (K): Students demonstrated the correct use of vocabulary and Present Simple Tense with Adverbs of Frequency. 2) Process/Skills (P): Students successfully designed innovative prototypes to solve daily life problems and fluently pitched their ideas in English. 3) Attitude (A): Students showed high engagement and a positive attitude toward English learning. This innovation demonstrates that the PBL approach effectively bridges the gap between classroom knowledge and real-world application, fostering motivation within the Education Innovation Area. Keywords: English Skills, Daily Routine, Problem-Based Learning (PBL), Educational Innovators   - [การอ่านจับใจความสำคัญจากเรื่องเล่าประสบการณ์ บูรณาการร่วมกับ รูปแบบการสอนเทคนิค MACRO model ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาลวัดท่าสะต๋อย](https://www.kruchiangrai.net/?p=42799): การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดเรียนรู้วิชาภาษาไทยโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง การจับใจความสำคัญจากเรื่องเล่าประสบการณ์ บูรณาการร่วมกับรูปแบบการสอนเทคนิค MACRO model สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาลวัดท่าสะต๋อย ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การจับใจความสำคัญจากเรื่องเล่าประสบการณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาลวัดท่าสะต๋อย โดยใช้แบบฝึกทักษะบูรณาการร่วมกับรูปแบบการสอนเทคนิค MACRO model และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยโดยใช้แบบฝึกทักษะเรื่อง การจับใจความสำคัญจากเรื่องเล่าประสบการณ์ บูรณาการร่วมกับรูปแบบการสอนเทคนิค MACRO model สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาลวัดท่าสะต๋อย กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนโรงเรียนเทศบาลวัดท่าสะต๋อย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 26 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่า (t-test) - [การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษา โรงเรียนสระพังวิทยาคม เพื่อเป็นองค์กรคุณธรรมต้นแบบ](https://www.kruchiangrai.net/?p=42778): ชื่อผู้วิจัย : นายอุทัย  เกลือสีโท  ปีการศึกษา :  2566 บทคัดย่อ   การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพบริบท สภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของโรงเรียนสระพังวิทยาคม 2) พัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมและขับเคลื่อนโรงเรียนสระพังวิทยาคมให้เป็นองค์กรคุณธรรมต้นแบบ 3) นำรูปแบบที่พัฒนาขึ้นไปใช้ในการบริหารสถานศึกษา และ 4) ประเมินผลการใช้รูปแบบการบริหารสถานศึกษาดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ผู้บริหาร ครู นักเรียน และภาคีเครือข่ายทางการศึกษา รวมจำนวน 197 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ในปีการศึกษา 2566 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินความพึงพอใจ แบบประเมินผลสัมฤทธิ์ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบ ทั้งนี้ ได้วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา   ผลการวิจัยพบว่า สภาพบริบท ปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาเพื่อเป็นองค์กรคุณธรรมต้นแบบของโรงเรียนสระพังวิทยาคม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̅= 28, S.D. = 0.79) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) คณะกรรมการภาคีเครือข่ายสถานศึกษาคุณธรรม (2) คณะกรรมการบริหารสถานศึกษาคุณธรรม (3) กระบวนการบริหารตามหลัก PDCA (4) ผลผลิต และ (5) ผลลัพธ์ ผลการใช้รูปแบบผ่านการดำเนินโครงการ 7 โครงการ พบว่าผู้เข้าร่วมมีความพึงพอใจในระดับมาก (𝑥̅= 56, S.D. = 0.11) และผลสัมฤทธิ์ด้านความรู้ ความเข้าใจเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 78.46 ความพึงพอใจของภาคีเครือข่ายที่มีต่อรูปแบบการบริหารสถานศึกษาอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̅= 70, S.D. = 0.49) ผลการวิจัยสะท้อนว่ารูปแบบการบริหารสถานศึกษาที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้ในการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของผู้เรียนและบุคลากรในสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถประยุกต์ใช้ในบริบทของสถานศึกษาอื่นได้   คำสำคัญ: รูปแบบการบริหาร, องค์กรคุณธรรมต้นแบบ, การพัฒนาคุณธรรม, วงจร PDCA,การวิจัยและพัฒนา - [การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการศึกษาคณิตศาสตร์ ที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง (Realistic Mathematics Education : RME) เพื่อส่งเสริมความสามารถในการให้เหตุผลและความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5](https://www.kruchiangrai.net/?p=42764): หัวข้อการวิจัย             การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการศึกษาคณิตศาสตร์ ที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง (Realistic Mathematics Education : RME) เพื่อส่งเสริมความสามารถในการให้เหตุผลและความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา                2567 ชื่อผู้วิจัย                    นางสาวแสงมณี  ผมปัน                                ตำแหน่ง  ครู  วิทยฐานะ  ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนพนมมาศพิทยากร  อำเภอลับแล  จังหวัดอุตรดิตถ์   บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานและความต้องการจำเป็นสำหรับการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ 2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ 3) ศึกษาประสิทธิผลของ     การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดย 3.1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน 3.2) ศึกษาความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังเรียน 3.3) ศึกษาความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังเรียน 3.4) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ และ 4) เผยแพร่ ประเมินคุณภาพ และปรับปรุงรูปแบบการจัดการเรียนรู้ การดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานและความต้องการจำเป็น ประกอบด้วย 1.1) การศึกษาข้อมูลจากเอกสาร 1.2) การสัมภาษณ์สภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการ จากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน 2) ออกแบบและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ และตรวจสอบความถูกต้องครอบคลุม (Accuracy) ของรูปแบบการจัดการเรียนรู้    โดยใช้แบบสอบถาม จากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน 3) การทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้         กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 22 คน โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์   ทางการเรียน แบบประเมินความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ แบบประเมินความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ และแบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ และ             4) การเผยแพร่ ประเมินคุณภาพ และปรับปรุงรูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยประเมินคุณภาพรูปแบบ   การจัดการเรียนรู้ ในด้านความเหมาะสม (Propriety) ด้านความเป็นไปได้ (Feasibility) และ              ด้านการนำไปใช้ประโยชน์ (Utility) จากครูผู้สอนกลุ่มเผยแพร่ขยายผล จำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย () และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) การทดสอบทีแบบกลุ่มไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test dependent) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า ปัจจุบัน แม้ครูผู้สอนจะมีความเข้าใจหลักสูตรและตระหนักถึงความสำคัญของความสามารถในการให้เหตุผลและความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ แต่การจัดการเรียนรู้และการประเมินผลยังคงเน้นการอธิบาย แบบฝึกหัด และผลสัมฤทธิ์ด้านการคำนวณ ครูยังขาดแนวทางเชิงระบบและเครื่องมือในการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ขณะที่นักเรียนยังไม่สามารถอธิบายเหตุผลและเชื่อมโยงความรู้คณิตศาสตร์กับบริบทที่หลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีความจำเป็นในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการศึกษาคณิตศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง ที่เน้นนักเรียน เป็นศูนย์กลาง ใช้สถานการณ์จริงเป็นฐาน และการประเมินตามสภาพจริง เพื่อส่งเสริมการให้เหตุผลและการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์อย่างเป็นรูปธรรม รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการศึกษาคณิตศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง (Realistic Mathematics Education : RME) เพื่อส่งเสริมความสามารถในการให้เหตุผลและความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ประกอบด้วย 1) หลักการ การจัดการเรียนรู้ที่ใช้สถานการณ์หรือปัญหาจากชีวิตจริงของนักเรียนเป็นฐานในการสร้างความรู้ทางคณิตศาสตร์ โดยมุ่งเน้นให้นักเรียนพัฒนาความเข้าใจเชิงมโนทัศน์ผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์ และการให้เหตุผลอย่างเป็นระบบ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้อธิบายแนวคิด วิธีการ และกระบวนการ แก้ปัญหาของตนเองอย่างมีเหตุผล และสามารถเชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์กับบริบทในชีวิตประจำวันได้อย่างมีความหมาย 2) วัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการให้เหตุผล ทางคณิตศาสตร์และความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ 3) สาระการเรียนรู้ คือ เนื้อหา     ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560)       กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ในหน่วยการเรียนรู้ รูปสี่เหลี่ยมสร้างสรรค์ เชื่อมโยงความรู้สู่ชีวิตจริง    4) กระบวนการการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มี 4 ขั้นตอน (REAL Model) ดังนี้ ขั้นที่ 1 เชื่อมโยงกับชีวิตจริง (Relate : R) ขั้นที่ 2 ลงมือปฏิบัติ (Experience : E) ขั้นที่ 3 ประยุกต์และบูรณาการความรู้ไปใช้แก้ปัญหา (Apply : A) และขั้นที่ 4 สรุปความเข้าใจและสะท้อนการเรียนรู้ (Learning Reflection : L) 5) การวัดและประเมินผล ประกอบด้วย การวัดและประเมินผลด้วยการทดสอบ และการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง 6) เงื่อนไขในการนำรูปแบบไปใช้ ได้แก่ 6.1) ครูผู้สอนต้องมีความรู้        ความเข้าใจในแนวคิดการศึกษาคณิตศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง 6.2) การออกแบบสถานการณ์หรือปัญหาควรยึดบริบทชีวิตจริงของนักเรียนเป็นฐาน 6.3) การใช้คำถามกระตุ้นการคิดและคำถาม   สะท้อนคิด และ 6.4) ครูควรมีความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกและการจัดกิจกรรม            แบบร่วมมือ และผลการตรวจสอบความถูกต้องครอบคลุม (Accuracy) ของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ในภาพรวมอยู่ในระดับถูกต้องครอบคลุมมากที่สุด ประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ดังนี้ 3.1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3.2) ความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียน ในภาพรวมอยู่ในระดับดีเยี่ยม         3.3) ความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ของนักเรียน ในภาพรวมอยู่ในระดับดีเยี่ยม และ    3.4) ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ในภาพรวม    อยู่ในระดับมากที่สุด ผลการเผยแพร่ ประเมินคุณภาพ และปรับปรุงรูปแบบการจัดการเรียนรู้ พบว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้ มีความเหมาะสม (Propriety) ความเป็นไปได้ (Feasibility) และการนำไปใช้ประโยชน์ (Utility) อยู่ในระดับคุณภาพมากที่สุด และได้ทำการปรับปรุงรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ในประเด็นการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ให้เน้นบทบาทของนักเรียนและการระบุบริบทหรือสถานการณ์ให้ชัดเจนและใกล้เคียงกับชีวิตประจำวันของนักเรียนมากขึ้น          - [เผยแพร่ผลงาน](https://www.kruchiangrai.net/?p=42763): การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการศึกษาคณิตศาสตร์ ที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง (Realistic Mathematics Education : RME) เพื่อส่งเสริมความสามารถในการให้เหตุผลและความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 - [การวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย เรื่อง “คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย” โดยใช้แบบฝึกทักษะที่บูรณาการตามทฤษฎีการคิดวิเคราะห์ของบลูม (Bloom’s Taxonomy) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนแม่แตง](https://www.kruchiangrai.net/?p=42747): คำสำคัญ :  การจัดการเรียนรู้, คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย , รูปแบบการสอนทฤษฎีการคิดวิเคราะห์ของบลูม (Bloom’s Taxonomy) - [การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์ตามแนวคิด CH โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิค Think Talk Write เพื่อพัฒนา ทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วน สัดส่วน และร้อยละ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1](https://www.kruchiangrai.net/?p=42746): ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์ตามแนวคิด CH โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิค Think Talk Write เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วน สัดส่วน และร้อยละ สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ผู้วิจัย นางธัญพัชจ์ บุญเข็มหน่วยงาน โรงเรียนเสือโก้กวิทยาสรรค์ อาเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม องค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคามปีที่พิมพ์ 2567บทคัดย่อในการครั้งนี้มีความมุ่งหมายของการวิจัย ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) เพื่อพัฒนาและสร้างรูปแบบการจัดการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์ตามแนวคิด CH โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิค Think Talk Write เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ 3) เพื่อประเมินประสิทธิผลการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์ตามแนวคิด CH โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิค Think Talk Write 4) เพื่อประเมินความคิดเห็นของครูผู้สอนต่อการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์ตามแนวคิด CH โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิค Think Talk Write เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ การวิจัยแบ่งเป็น 4 ระยะตามความมุ่งหมายของการวิจัย ได้แก่ ระยะที่ 1 กลุ่มผู้ให้ข้อมูลได้แก่ ครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ จำนวน 20 คน และผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ ครูผู้สอนคณิตศาสตร์ที่มีผลงานการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ด้านการจัดการเรียนรู้ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและความต้องการในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ระยะที่ 2 กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ระยะที่ 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ 1) กลุ่มควบคุมเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบปกติ จำนวน 19 คน 2) กลุ่มทดลองเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 ได้จัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ PICCDE Model จานวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น จำนวน 14 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีค่าอานาจจาแนก (B) ตั้งแต่ 0.29 0.76 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.83 แบบทดสอบความสามารถในการคิดวิเคราะห์และแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ มีค่าอานาจจาแนก (B) ตั้งแต่ 0.39 0.66 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.82 และแบบสอบถามความพึงพอใจมีค่าอานาจจาแนกอยู่ระหว่าง 0.45-0.76 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.83 ระยะที่ 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ จำนวน 20 คน จากโรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสอบถามความคิดเห็นที่ต่อมีรูปแบบการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test (Independent system) ผลการวิจัยปรากฏดังนี้1. สภาพปัจจุบันและความต้องการในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (  =3.41) และความต้องการในการจัดการเรียนรู้ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (  =4.53)2. รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด CH โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิค Think Talk Write เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วน สัดส่วนและร้อยละ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีองค์ประกอบ 6 องค์ประกอบ คือ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบการเรียนรู้ 3) ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ 4) ระบบสังคม 5) หลักการตอบสนอง และ 6) ระบบสนับสนุน มีขั้นตอนในการดาเนินการจัดกิจกรรม 6 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 ขั้นนาเข้าสู่บทเรียน (P) Presenting ขั้นที่ 2 ขั้นเผชิญ ปัญ หา (I) Inquiring ขั้นที่ 3 ขั้นกิจกรรมไตร่ตรอง (C) Checking ขั้นที่ 4 ขั้นสรุป (C) Concluding ขั้นที่ 5 ขั้นฝึกปฏิบัติ (D) Doing และขั้นที่ 6 ขั้นประเมินผล (E) Evaluating ผลการตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบจาก ผู้ทรงคุณวุฒิ มีคุณภาพเหมาะสมอยู่ในระดับมาก3. ผลการประเมินประสิทธิผลตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด CH โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิค Think Talk Write เพื่อพัฒนาทักษะการคิด วิเคราะห์และการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วน สัดส่วนและร้อยละ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลที่ปรากฏดังนี้ 3.1) ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์ (PICCDE Model) มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.40/85.67 สูงกว่าเกณฑ์ที่กาหนดไว้ 3.2) ผลการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญที่ระดับ .05 โดยกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่ากลุ่มควบคุม 3.3) ผลการทดสอบความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 โดยกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่ากลุ่มควบคุม 3.4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ เป็นรายด้านและโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด4. ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ มีความคิดเห็นต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด - [การพัฒนาการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองกำแพงเพชร เรื่องบ่อน้ำพุร้อน พระร่วงโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community Based Learning CBL) สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1](https://www.kruchiangrai.net/?p=42675): บทคัดย่อ                การวิจัยครั้งนี้วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองกำแพงเพชร เรื่องบ่อน้ำพุร้อนพระร่วง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community Based Learning: CBL) 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองกำแพงเพชร เรื่องบ่อน้ำพุร้อนพระร่วง โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community Based Learning: CBL) ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ โรงเรียนบ้านลานหิน อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จานวน 15 คนที่ได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง (purposive sampling) โดยใช้เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ที่จัดการเรียนรู้ โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community Based Learning CBL) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย (M) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองกำแพงเพชร เรื่องบ่อน้ำพุร้อนพระร่วงของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community Based Learning: CBL) สูงกว่าก่อนเรียน 2. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองกำแพงเพชร เรื่องบ่อน้ำพุร้อนพระร่วง โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community Based Learning: CBL) ในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด ## หมวดหมู่ - [กฎหมายที่เกี่ยวกับการปฎิบัติราชการ](https://www.kruchiangrai.net/category/%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b/) - [การวิจัย](https://www.kruchiangrai.net/category/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2/) - [การสร้างเว็บไซต์](https://www.kruchiangrai.net/category/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b9%87%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b8%95%e0%b9%8c/) - [การใช้โปรแกรม Office](https://www.kruchiangrai.net/category/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a1-office/) - [ข่าวการศึกษา](https://www.kruchiangrai.net/category/%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2/) - [ความประพฤติและการปฏิบัติวิชาชีพครู](https://www.kruchiangrai.net/category/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b1/) - [คอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย](https://www.kruchiangrai.net/category/%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2/) - [ดาวน์โหลดสื่อการสอน](https://www.kruchiangrai.net/category/%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99/) - [ดาวน์โหลดเอกสาร](https://www.kruchiangrai.net/category/%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3/) - [ดาวน์โหลดโปรแกรม](https://www.kruchiangrai.net/category/%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a1/) - [บล็อค](https://www.kruchiangrai.net/category/%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%84/) - [ผลงานวิชาการ](https://www.kruchiangrai.net/category/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/) - [ผู้จัดทำ](https://www.kruchiangrai.net/category/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b3/) - [วิชาการศึกษา](https://www.kruchiangrai.net/category/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2/) - [หน้าปก](https://www.kruchiangrai.net/category/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%81/) - [อาเซียน](https://www.kruchiangrai.net/category/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99/) - [อื่นๆ](https://www.kruchiangrai.net/category/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/) - [เก็บมาฝาก](https://www.kruchiangrai.net/category/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%9d%e0%b8%b2%e0%b8%81/) - [เทคโนโลยีการศึกษา](https://www.kruchiangrai.net/category/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2/) - [แนวข้อสอบ](https://www.kruchiangrai.net/category/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9a/) - [แนวข้อสอบครู](https://www.kruchiangrai.net/category/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9a/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9/)